Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เบรนดัน ร็อดเจอร์ ผู้ปลุกความหวังครั้งใหม่ ในรังจิ้งจอกสยาม

เขาคือผู้สร้างฟุตบอลที่ลื่นไหลสวยงาม เขาคือผู้สร้างให้ทีมอย่างสวอนซี ได้รับฉายาว่า “สวอนซีโลน่า” เขาคือผู้ที่เกือบจะพาให้หงส์แดง ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็แค่เกือบ และหลังจากความผิดหวังครั้งนั้น เขาหลบไปรักษาแผลใจและฝึกฝีมือเพิ่มเติม พร้อมทั้งกวาดแชมป์ที่สก็อตแลนด์กับเซลติก และวันนี้เขากลับสู่พรีเมียร์ ลีก อีกครั้งเพื่อพิสูจน์ฝีมือโดยการปลุกปั้น จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซีตี้ ให้กลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง

เบรนดัน ร็อดเจอร์ กุนซือวัน 46 ปี ชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาคือผู้ที่ต้องเจอกับฝันร้ายในอาชีพนักฟุตบอล เมื่อต้องประสบปัญหาบาดเจ็บอย่างหนักจนต้องเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่แทนที่จะทำให้เขาหมดหวังในวงการฟุตบอล แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเริ่มต้นอาชีพการเป็นโค้ชฟุตบอลตั้งแต่อายุน้อย ๆ โดยเริ่มต้นจากการที่เขาได้เข้าไปศึกษาฟุตบอลและระบบเยาวชนที่ลามาเซียของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ที่นี่เองที่ทำให้เขาหลงรักสไตล์การเล่นฟุตบอลแบบภาคพื้นดิน การเล่นกับพื้นที่ลื่นไหลในแบบสเปน ทำให้เขาใช้เป็นต้นแบบในการทำทีมของตนเรื่อยมา

เขาเริ่มงานด้วยการดูแลทีมชุดเยาวชนให้กับเชลซี ในยุคของมูรินโญ่ อยู่ 4 ปีก็ได้รับภารกิจอันหนักอึ้งเมื่อต้องย้ายไปช่วยทีมวัตฟอร์ดให้รอดพ้นการตกชั้น และเขาก็ทำสำเร็จซะด้วย จากทีมที่จมท้ายตารางในเดือนมกราคม เขาพาวัตฟอร์ดจบอันดับ 13 อย่างสวยงาม และได้ย้ายไปคุมทีมเก่าของเขาอย่างเรดดิ้งในฤดูกาลถัดมา แต่กับเรดดิ้งเขาทำทีมได้เพียง 6 เดือนก็ต้องแยกทางกับทีมด้วยผลงานที่ย่ำแย่ หลังจากออกจากเรดดิ้ง เขาก็สร้างผลงานสร้างชื่อให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างสวอนซีโลน่า ให้เล่นอย่างสวยงามและเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แถมสู้กับทีมบนลีกสูงสุดได้ดี จนจบฤดูกาลแถว ๆ กลางตาราง จนลิเวอร์พูลต้องรีบมาเซ็นสัญญาไปช่วยล่าแชมป์ที่แอนฟิลด์ แต่เขาก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อพลาดท่าใน 3 นัดสุดท้าย เมื่อปี 2013 จนต้องออกจากแอนฟิลด์ในอีกหนึ่งฤดูกาลให้หลัง เขาไปหลบเลียแผลใจ และสัมผัสกับการเป็นแชมป์ ที่เซลติกโดยกวาดถ้วยภายในประเทศ ได้แชมป์ลีก 2 ใบ และบอลถ้วยอีก 6 ใบ ก่อนมารับงานที่คิงส์ พาวเวอร์ สเตเดียม

ฤดูกาลนี้ถือเป็นการคุมทีมจิ้งจอกสยามอย่างเต็มตัวเป็นฤดูกาลแรก และผ่านมาถึงช่วงปีใหม่ 2020 แล้ว เขาพาเลสเตอร์ ฟอร์มติดลมบน อยู่หัวตาราง โดยตามหลังจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูลอยู่ห่างๆ ซึ่งก็ต้องถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว กับการตามหลังแค่ลิเวอร์พูล แต่อยู่เหนือกว่าทีมใหญ่ทีมอื่น ๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีการเล่นที่สวยงามเพลินตาท่านผู้ชมอีกด้วย แบบนี้แฟนจิ้งจอกสยามคงพอจะฝากความหวังไว้ได้ ตอนนี้สถานการณ์ในถิ่นคิงส์ พาวเวอร์ นั้นนับว่าพร้อมมาก ๆ ผู้เล่นพร้อมจะเล่นเพื่อทีม แฟน ๆ พร้อมจะหนุนหลังพวกเขา เจ้าของพร้อมที่จะผลักดันทีมไปข้างหน้า และร็อดเจอร์ ก็พร้อมที่จะสร้างทีมใหม่ของเขาอย่างเต็มตัว

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เจมี่ วาร์ดี้ เขี้ยวเล็บอันคมกริบ ของจิ้งจอกสยาม

ความจริงกับความฝัน สำหรับบางคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายที่ทำทั้งสองอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่สำหรับบางคนอาจต้องเลือกใช้ชิวิตกับความจริง แล้วละทิ้งความฝัน แต่ไม่ใช่กับเจมี่ วาร์ดี้ เขาทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน และเรื่องราวของเขาเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กสู้ชีวิตคนนึง สู่ตำนานของทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับวัยเด็กของนักฟุตบอลทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเติบโตมาจากอคาเดมี่ทีมใดทีมนึง แต่สำหรับวาร์ดี้ ด้วยสถานะทางบ้าน ทำให้เขาต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพในโรงงานผลิตขาเทียม ถึงแม้เขาจะต้องทำงานในโรงงานวันละ 12 ชั่วโมง แต่เขายังพอแบ่งเวลาให้กับความฝันอย่างฟุตบอลได้ โดยเล่นฟุตบอลระดับลีกล่างควบคู่ไปกับการทำงาน โดยเริ่มต้นกับทีมสต็อกส์บริดจ์ ปาร์ค สตีล ตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้ย้ายร่วมทีมนอกลีกกึ่งอาชีพ อย่างฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาล กับอีก 4 นัด กดประตูไปทั้งสิ้น 28 ประตู ทำให้เตะตาทีมที่อยู่ระดับสูงขึ้นมาอีกขั้น แต่ก็ยังอยู่นอกลีกอยู่ดีอย่างฟลีตวูด ทาวน์ และที่นี่เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาล ยิงไป 34 ลูก รวมทุกรายการ แล้วมันก็มีคนที่เห็นว่าเขามีศักยภาพมากเกินกว่าที่จะเล่นในลีกระดับล่างแล้ว และผู้ที่หยิบยื่นสะพานที่ทอดยาว จากนอกลีกสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพลีกอันดับสองของประเทศก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยกลุ่มคิงส์ พาวเวอร์ เจ้าของทีมยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าตัวถึง 1.7 ล้านปอนด์ ซึ่งต้องนับว่าเป็นค่าตัวที่สูงมากสำหรับผู้เล่นนอกลีก

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด การปรับตัวทั้งในและนอกสนามส่งผลกระทบต่อตัววาร์ดี้อย่างมาก ทั้งคู่ต่อสู้ในสนามที่แข็งแกร่งขึ้น และชีวิตที่หลงไปกับแสงสีของเขา ทำให้ผลงานของเขาตกต่ำ ยิงในลีกได้เพียงแค่ 4 ประตู และเกิดคำถามถึงค่าตัวที่ทีมจ่ายไป จนคุณอัยยวัฒ์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร ต้องเรียกวาร์ดี้เข้าไปคุยเพื่อปรับทัศนคติ และมันได้ผล การพูดคุยครั้งนั้น ดึงวาร์ดี้กลับมาสู่เส้นทาง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ได้ใจวาร์ดี้ไปเต็ม ๆ จนเขายอมสู้ถวายหัวให้กับทัพจิ้งจอก เขากลับมาผลิตประตูอีกครั้งและพาทีมเลื่อนชั้น สู่ลีกสูงสุดในฐานะแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ และช่วยให้ทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุดในปีต่อมาได้สำเร็จ แม้ว่าจะทำได้เพียง 5 ประตู

และเมื่อฤดูกาล 2015-2016 นั้น เขาก็ได้ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิต กดไปทั้งหมด 24 ลูก พาเลสเตอร์เป็นแชมป์ สมัยแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากได้แชมป์เหล่าซุปเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมทีม ต่างแยกย้ายกันไปอยู่กับสโมสรใหญ่กว่า ทั้งก็องเต้และมาเรซ แต่ไม่ใช่กับ วาร์ดี้

ฤดูกาลนี้ เจมี่ วาร์ดี้ ในวัย 32 ปี นับว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักฟุตบอล วาร์ดี้พึ่งต่อสัญญากับทีมออกไปอีก 3 ปี ภายใต้การคุมทีมของนายใหม่ และการประกาศเลิกเล่นทีมชาติ เพื่อมุ่งสมาธิทั้งหมดให้กับเลสเตอร์ พร้อมทั้งจิตใจที่มุ่งมั่นจะตอบแทนโอกาสที่ทีมมอบให้แก่ชีวิตเขา วาร์ดี้กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง ด้วยการยิงไปถึง 17 ประตู หลังผ่านไปเพียงครึ่งฤดูกาล นำอันดับ 1 บนทำเนียบดาวซัลโว และเชื่อว่าเขาจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่ เส้นทางที่เขาผ่านมาอย่างยากลำบาก ทำให้เขาแข็งแกร่งทั้งกายและใจ เส้นทางของเขาจากนี้ไป ไม่ว่าจะจบลงตรงไหน แต่เขาจะเป็นตำนานในรังจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน