Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ยาน คูโต้ แบ็กขวาคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของฉายา “นิวอัลเวส”

แม้จะยังไม่จบฤดูกาล 2019-20 แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ประกาศคว้าตัว “ยาน คูโต้” ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว กองหลังชาวบราซิลเซ็นสัญญายาว 5 ปีและจะเดินทางมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ หลังจากหมดสัญญากับกอริติบ้า ทีมเก่าแก่ของลีกบราซิล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของทีมเรือใบสีฟ้าเหนือทีมยักษ์ของยุโรปทั้งบาร์เซโลน่า, อาร์เซน่อล และอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ให้ความสนใจแบ็กขวาดาวรุ่งรายนี้อยู่เช่นกัน

ยาน คูโต้ เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2002 เขาเริ่มต้นจากการเล่นฟุตซอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้รับเทคนิคติดตัวมากมาย ก่อนจะเข้าเป็นนักเตะเยาวชนของกอริติบ้าเมื่ออายุได้ 10 ขวบ แม้จะยังไม่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของกอริติบ้า แต่เขาก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป ถึงขนาดที่เดอะการ์เดียน สำนักข่าวชื่อดังยกย่องให้เป็น 1 ใน 60 นักเตะแห่งอนาคตของวงการฟุตบอลร่วมกับ อันซู ฟาติ กองหน้าดาวโรจน์ของบาร์เซโลน่า, อันดรี้ กุ๊ดยอห์นเซ่น ลูกชายของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ตำนานกองหน้าทีมชาติไอซ์แลนด์ และลูเซียง อากูเม่ มิดฟิลด์ฝรั่งเศส เจ้าของฉายานิวป็อกบา ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลาน

แบ็กขวาวัย 17 ปี เป็นนักเตะฟูลแบ็กที่มีความเร็วจัดจ้าน จนได้รับฉายาว่า “เดอะแฟลช” แม้จะไม่ใช่นักเตะที่มีความสูงและแข็งแกร่ง แต่ก็สามารถเล่นเกมรับได้ดี แถมยังมีจุดเด่นในเรื่องการเติมเกมบุกและการจ่ายบอลที่แม่นยำ โดยในการลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิล ในศึกฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสทำประตูได้ถึง 10 ครั้ง มากกว่านักเตะกองหลังทุกคน และเก็บมาได้ 2 แอสซิสต์จากการลงสนาม 5 เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติเม็กซิโก คูโต้เป็นคนเปิดบอลโค้งให้เพื่อนวอลเล่ย์ประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้ทีมแซมบ้าเป็นแชมป์โลกอีกสมัย ด้วยความเร็วและการสายตาที่แหลมคมในการผ่านบอลให้เพื่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกยกย่องให้เป็น “นิวอัลเวส” โดยอดีตแบ็กขวาบราซิลยังถือเป็นหนึ่งในนักเตะฮีโร่ของคูโต้ ร่วมกับอาเดรียโน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกด้วย

ฤดูกาลหน้า คูโต้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะบราซิลในทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต่อจากกาเบรียล เฆซุส, เอแดร์สัน และแฟร์นานดินโญ่ โดยเขาจะต้องแย่งชิงตำแหน่งแบ็กขวากับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และชูเอา คันเซโล่ ซึ่งแบ็กจอมบุกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าชื่นชอบการแข่งขันภายในทีม เพราะจะช่วยพัฒนาฝีเท้าให้สูงขึ้น และเมื่อเดินทางมาถึงเกาะอังกฤษเขาจะได้พิสูจน์คำพูดของตัวเองที่ว่า “จะไม่หยุดทำงานอย่างหนัก เพราะแค่พรสวรรค์ไม่อาจพาไปถึงความสำเร็จได้”

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อลัน เชียร์เรอร์ เพชฌฆาตเบอร์ 1 ตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก

ทุกครั้งที่มีการจัดทีมยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีกไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด “อลัน เชียร์เรอร์” ก็ต้องติดโผมีชื่อเป็นศูนย์หน้าประจำทีมนั้นด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นนักเตะระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยังเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 260 ประตู ที่อยู่ยงคงกระพันมาเกือบ 20 ปี

หากจะยกให้เชียร์เรอร์เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกก็คงไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะเขาคือนักเตะที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถที่กองหน้าระดับโลกพึงมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ความแข็งแกร่งของร่างกาย, สัญชาตญาณในการเข้าฮอส, ความเฉียดคมในการยิงประตูไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล, การโหม่งทำประตู, การเปิดบอลที่แม่นยำทั้งลูกเซตเพลย์และโอเพ่นเพลย์ รวมไปถึงเบสิคพื้นฐานอย่างการจับบอลและการเลี้ยงบอล จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยิงประตูอย่างถล่มทลายในศึกพรีเมียร์ลีกถึง 112 ประตู ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีที่เล่นให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จนทำให้ทีมระดับกลางอย่างทีมกุหลาบไฟ สามารถแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในซีซั่น 1994-95 จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และเป็นนักเตะคนแรกที่ครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

เชียร์เรอร์ได้สร้างสถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไว้มากมาย โดยสถิตินั้นก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงแฮตทริกมากที่สุด 11 ครั้ง, ยิงประตูจากจุดโทษมากที่สุด 56 ประตู, ยิงประตูในกรอบเขตโทษมากที่สุด 227 ประตู และยิงประตูในแมตช์เดียวมากที่สุด 5 ประตู จนได้รับสมญานามว่า “ฮอตช็อต” น่าเสียดายที่ฝีเท้าระดับดาวซัลโวทีมชาติอังกฤษกลับได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะเขาปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 2 ครั้ง แล้วเลือกย้ายไปเล่นให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมบ้านเกิดที่ตามเชียร์มาตั้งแต่วัยเด็กแทน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่หาได้ยากยิ่งจากนักเตะยุคปัจจุบัน

หลังจบศึกฟุตบอลยูโร 96 กัปตันทีมชาติอังกฤษย้ายไปร่วมทีมสาลิกาด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในสมัยนั้น และไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลยจนกระทั้งแขวนสตั๊ด โดยยิงประตูในลีกเพิ่มได้อีก 148 ประตู ตลอดระยะเวลา 10 ปีภายใต้ยูนิฟอร์มแม็กพายส์ หากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งในช่วงท้ายอาชีพ เขาคงยิงประตูรวมแตะหลัก 300 ไปแล้ว

เชียร์เรอร์ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 2005-06 หลังจากนั้น 3 ปี เขาก็จะกลับมาช่วยนิวคาสเซิลที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นในฐานะกุนซือชั่วคราว แทนโจ คินเนียร์ ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ แม้จะพยายามอย่างหนัก แต่ด้วยศักยภาพของทีมอันอ่อนด้อยจึงไม่อาจช่วยให้สาลิกาดงพลิกสถานการณ์อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ หลังจากนั้นมาเชียร์เรอร์ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานผู้จัดการทีมอีกเลย โดยหันไปเอาดีในการเป็นกูรูฟุตบอลทางสถานีโทรทัศน์จนถึงปัจจุบัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

บรูโน่ เฟอร์นานเดส นักเตะสายซัพ แจกบัฟไม่อั้น

การย้ายมาร่วมทีมของ บรูโน่ เฟอร์นานเดส ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นเกมบุกได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีปัญหาทุกครั้งเวลาเจอกับทีมที่เน้นตั้งรับ แถมบางนัดยังไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งเข้าไปยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว ทำให้นักเตะระดับตำนานปีศาจแดงอย่าง พอล สโคลส์ ถึงกับออกปากชมนักเตะรุ่นน้องที่เลือกใช้หมายเลขเสื้อเดียวกันว่า บรูโน่ คือ คนที่นำความมีชีวิตชีวากลับสู่ทีมปีศาจแดง

ในช่วงที่เล่นอยู่กับสปอร์ตติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่ปี 2017 บรูโน่ได้สร้างสถิติอันยอดเยี่ยมไว้มากมายทั้งในเรื่องการยิงประตู การจ่ายบอล และการสร้างสรรค์โอกาส แต่ด้วยความต่างชั้นระหว่างลีกโปรตุเกสกับลีกอังกฤษ ทำให้เขาถูกปรามาสตั้งแต่ยังไม่ได้ลงสนามว่าอาจจะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่เคยทำได้ในโปรตุเกส แต่ทันทีที่สวมเครื่องแบบปีศาจแดงบรูโน่ก็แสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่าเขาคือของจริง โดยมีตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทั้ง 4 เกมแรกเป็นเครื่องการันตี แม้แต่เกมที่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามก่อนหมดเวลาเพียง 10 นาที เขาก็ยังสามารถโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน จนได้รับการโหวตจากแฟนบอลปีศาจแดงอย่างท่วมท้นให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์

หลังจากลงเล่นเป็นตัวจริง 5 นัด กับตัวสำรองอีก 1 นัด บรูโน่ยิงไปแล้ว 3 ประตู กับอีก 2 แอสซิส โดยเฉพาะลูกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษในเกมที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน นับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปนานจากจอมทัพปีศาจแดงคนอื่นที่ลงสนามก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรียส เปเรร่า หรือแม้แต่ฮวน มาต้า ซึ่งลูกยิงไกลอันหนักหน่วงนี้ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของแนวรุกทีมชาติโปรตุเกสมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดเด่นของบรูโน่ คือการเป็นนักเตะที่เล่นบอลง่าย จ่ายบอลแม่นยำ มีสายตาที่ว่องไวและการตัดสินใจในการจ่ายบอลที่ดี ด้วยสไตล์การเล่นของบรูโร่ตลอดหลายนัดที่ผ่านมาไม่เพียงแค่ช่วยให้ตัวเองมีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพื่อนรอบข้างยกระดับฝีเท้าและฟอร์มการเล่นให้ดีขึ้นตามไปด้วย ประหนึ่งเป็นฮีโร่สายซัพที่คอยแจกบัฟให้เพื่อนร่วมทีมอย่างไรอย่างนั้นซ้ำ ๆ

ที่ผ่านมา โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา มักเลือกใช้ระบบ 4-3-3 เป็นรูปแบบการเล่นหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การมาของบรูโน่จึงช่วยตอบโจทย์ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหรือผู้เล่นหมายเลข 10 ที่กุนซือชาวนอร์เวย์ตามหามาตลอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่มิดฟิลด์คู่กลาง สก็อต แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด ก็เล่นร่วมกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหาก พอล ป็อกบา หายเจ็บกลับมากุนซือซูเปอร์ซัพจะส่งมิดฟิลด์แชมป์โลกลงเล่นในตำแหน่งไหน และเมื่อบรูโน่กับป็อกบาได้ประสานงานร่วมกันในสนาม แนวรุกปีศาจแดงจะทรงประสิทธิภาพขนาดไหนกัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ยกระดับเป็นพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1992 ลีกฟุตบอลแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสุดยอดดาวยิงระดับพระกาฬที่พร้อมไล่ล่าตาข่ายให้กับต้นสังกัด เหล่าแฟนบอลจึงมีโอกาสได้รับชมการทำประตูอย่างถล่มทลายในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะการทำแฮตทริกที่ไม่เคยขาดหายไปแม้แต่ฤดูกาลเดียว และนี่คือ 5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

                5. แอนดี้ โคล: ใช้เวลา 30 นาที

การยิงแฮตทริกอย่างรวดเร็วของแอนดี้ โคล เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขายังเล่นอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 ในเกมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล โดยศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยิงผ่านมือบรูซ กร็อบเบลาร์ ในนาทีที่ 4, 15 และ 30 ซึ่งมาจากจังหวะสัมผัสบอล 3 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 3 ประตู ช่วยให้สาลิกาดงเก็บ 3 คะแนนเต็ม

                4. เอียน มาร์แชลล์: ใช้เวลา 27 นาที

ในเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังดวลกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อปี 1997 ทีมแกะเขาเหล็กเป็นฝ่ายยิงขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนที่ศูนย์หน้าร่างยักษ์ของทีมจิ้งจอกจะมายิงคืนทีเดียว 3 ประตู จากลูกวอลเลย์ในนาทีที่ 7, แปบอลโล่ง ๆ จากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูในนาทีที่ 24 และตวัดยิงด้วยเท้าซ้ายในนาทีที่ 27 ช่วยให้เจ้าถิ่นพลิกกลับมาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2

                3. เจอร์เมน เพนแนนท์: ใช้เวลา 26 นาที

ในช่วงที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของอาร์เซน่อล เมื่อเจอร์เมน เพนแนนท์ ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่พบกับเซาแธมป์ตัน เมื่อปี 2003 เขาก็สามารถทำแฮตทริกได้ทันที โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 15 จากการจ่ายของจิโอวานนี่ ฟาน บรองฮอร์สต์ ก่อนที่อีก 3 นาทีต่อมาจะได้โอกาสโหม่งซ้ำลูกยิงของเธียร์รี่ อองรี เป็นประตูที่ 2 จากนั้นก็ยิงด้วยขวาเสียบข้างตาข่ายในนาทีที่ 26 ซึ่งในเกมนี้ โรแบร์ ปิแรส ก็เป็นอีกคนที่ทำแฮตทริกได้ในครึ่งหลัง ทำให้ทีมปืนใหญ่ชนะไปขาดลอย 6-1

                2. ดไวท์ ยอร์ค: ใช้เวลา 22 นาที

ในปี 2001 ระหว่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซน่อลกำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันอยู่ ทั้งคู่ก็ได้โคจรมาเจอกันช่วงท้ายฤดูกาล แล้วก็เป็น ดไวท์ ยอร์ค ที่ยิงรวดเดียว 3 ประตู จากการชาร์จจ่อ ๆ ในนาทีที่ 3 ก่อนจะหลุดเดียวเข้าไปยิงสวนตัวผู้รักษาประตูในนาทีที่ 18 ปิดท้ายเดียวการเลี้ยงหนีกองหลังปืนใหญ่แล้วยิงเสียบมุม ในนาทีที่ 22 จนในที่สุดปีศาจแดงก็เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญไปท่วมท้น 6-1 และทำคะแนนทิ้งห่างเป็น 16 แต้ม

                1. ซาดิโอ มาเน่: ใช้เวลา 16 นาที

หลังจากดไวท์ ยอร์คครองตำแหน่งผู้ยิงแฮตทริกเร็วที่สุดมาเป็นเวลา 14 ปี ซาดิโอ มาเน่ ก็เป็นผู้ทำลายสถิติลงได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2015 ในนัดรองสุดท้ายที่พบกับแอสตัน วิลล่า โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 13 จากการตามซ้ำลูกยิงของตัวเองเข้าประตูไป หลังจากนั้นเพียงนาทีเดียวจากจังหวะที่ เชน ลอง ยิงไปติดตัวผู้รักษาประตูจนบอลกระดอนออกมา เขาก็ใช้ความเร็ววิ่งถึงบอลได้ก่อนกองหลังสิงห์ผงาดและแปบอลตุงตาข่าย ก่อนที่ปีกเซเนกัลจะยิงไกลจากบริเวณหัวกะโหลกในนาทีที่ 16 เป็นแฮตทริกแรกของเขาในศึกพรีเมียร์ลีก และเป็นเจ้าของสถิติยิงแฮตทริกเร็วที่สุดคนใหม่