Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เฟร็ด เพชรจากบราซิลที่กำลังเจิดจรัสในถิ่นปีศาจแดง

จากนักเตะที่ถูกสาวกแฟนผีรุมวิจารณ์อย่างหนัก ถึงขนาดยกให้เป็นอีกหนึ่งความล้มเหลวของนักเตะบราซิเลี่ยนภายใต้เครื่องแบบปีศาจแดง แต่ในวันนี้ “เฟร็ด” ได้กลายมาเป็นมิดฟิลด์คนสำคัญในทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไปแล้ว ทั้งความขยันที่วิ่งไม่รู้จักเหนื่อย การตัดเกมบุกคู่แข่งอย่างเด็ดขาดชนิดถึงลูกถึงคน การผ่านบอลที่แม่นยำ รวมถึงการเติมขึ้นไปหน้ากรอบเขตโทษของคู่แข่งอยู่บ่อยครั้ง ตามสไตล์มิดฟิลด์แบบบ็อก ทู บ็อก ทำให้เขาสามารถชนะใจแฟนบอลได้ในที่สุด

เฟร็ด หรือชื่อเต็มตามบัตรประชาชนว่า เฟรเดริโก โรดิเกวซ เดอ เปาลา ซานโตส เขาก้าวจากทีมเยาวชนสู่ทีมชุดใหญ่ของอินเตอร์นาซิอองนาล เมื่อปี 2012 ด้วยตำแหน่งแนวรุกริมเส้นทั้งสองด้าน โดยลงสนามในลีกบราซิลไปทั้งสิ้น 33 นัด ยิงได้ 7 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ ก่อนที่ในปี 2013 ชัคตาร์ โดเนตส์ค จะดึงตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร เฟร็ดประเดิมสนามด้วยการจะยิงคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัดใหม่เอาชนะ เชอร์โนโมเร็ตส์ โอเดสซ่า ในศึกยูเครนซูเปอร์คัพ เกมนั้นเขาลูกส่งลงสนามในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้กลายมาเป็นตำแหน่งประจำตัวของเขาไปในที่สุด

เฟร็ด กลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญที่ช่วยให้ชัคตาร์ โดเนตส์ค คว้าแชมป์ลีก 3 สมัย, แชมป์ยูเครนคัพ 3 สมัย และแชมป์ยูเครนซูเปอร์คัพ 4 สมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเปาโล ฟอนเซก้า มิดฟิลด์แซมบ้าได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คุมจังหวะทั้งเกมรุกและเกมรับของทีม ช่วยให้ทีมจากยูเครนทำผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2017-18 ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะแมตช์เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม จนผ่านเข้าไปถึงรอบน็อกเอาท์ได้สำเร็จ ส่งผลให้เขากลายเป็น 1 ใน 23 นักเตะทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียอีกด้วย

ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นในเวทียุโรปจนไปเข้าตา โชเซ่ มูรินโญ่ ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องควักกระเป๋าถึง 52 ล้านปอนด์เพื่อกระชากตัวมาร่วมทีม ในขณะนั้นปีศาจแดงมี เนมานย่า มาติช คอยตัดเกมอยู่เกมหน้าแผงหลัง กุนซือชาวโปรตุเกสจึงต้องการให้เฟร็ดเข้ามาเติมเต็มในแผงมิดฟิลด์ เพื่อช่วยให้ พอล ป็อกบา มีอิสระในการสร้างสรรค์เกมรุกอย่างเต็มที่ แต่แล้วเขากลับใช้เวลาอยู่บนม้านั่งสำรองเป็นส่วนใหญ่ โดยลงสนามเป็นตัวจริงเพียง 9 นัด และตัวสำรองอีก 3 เกม ซึ่งทุกครั้งที่ถูกส่งลงสนามเขามักจะแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดอยู่เสมอ ถ้าไม่จ่ายบอลเสีย ก็จับบอลยาว หรือไม่ก็ช้าไปหนึ่งจังหวะจนถูกแย่งบอลไปเสมอ ทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักเตะบราซิลที่เคยล้มเหลวกับปีศาจแดงมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น แคลเบอร์สัน, โรดริโก้ พอสเซบอน หรือแม้แต่แอนเดอร์สัน

ชีวิตในโรงละครแห่งความฝันของเฟร็ดเริ่มสดใสขึ้นเมื่อป็อกบาได้รับการบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการผ่าตัด โซลชาที่ชื่นชอบการใช้นักเตะอายุน้อยอยู่แล้ว ทำให้เฟร็ดได้รับโอกาสลงสนามก่อนมาติช และเมื่อได้เล่นคู่กับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ อย่างต่อเนื่อง ทั้งคู่ก็แสดงให้เห็นถึงเคมีที่เข้ากัน คอยวิ่งหาช่องรับส่งบอลกันอย่างเข้าขารู้ใจ จากที่เคยจ่ายบอลเสียบ่อยครั้ง เฟร็ดกลายมาเป็นนักเตะที่จ่ายบอลได้อย่างแม่นยำเบอร์ต้นๆ ของทีม แถมบ่อยครั้งยังจ่ายบอลอันตรายให้เพื่อนลุ้นทำประตูอีกด้วย จนปีศาจแดงกลับมามีลุ้นติดท็อปโฟร์อยู่ในขณะนี้

ด้วยผลงานที่ดีในสนามอย่างต่อเนื่องทำให้เฟร็ดได้รับการโหวตจากแฟนบอลปีศาจแดงให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมกราคม 2020 จากนักเตะที่แฟนบอลยี้กลายเป็นนักเตะที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในยุคของมูรินโญ่ เมื่อได้รับการเจียระไนอย่างถูกวิธีเขาอาจกลายเป็นนักเตะบราซิลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เป็นได้

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อดาม่า ดราโอเร่ “เดอะฮัล์ค” ในฝูงหมาป่า

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 คงไม่มีปีกคนไหนถูกพูดถึงมากไปกว่า “อดาม่า ตราโอเร่” อีกแล้ว เพราะนอกจากจะโชว์ฟอร์มร้อนแรง สร้างปัญหาให้กับแนวรับคู่แข่งทุกทีมที่โคจรมาเจอ โดยเฉพาะแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ถูกปีกขวาชาวสเปนยิงไปถึง 3 ประตู จนพ่ายแพ้ไปทั้ง 2 นัดที่พบกันแล้ว สภาพร่างกายที่บึกบึนขึ้นอย่างผิดหูผิดตาก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดในวงกว้าง ถึงขนาดที่สื่อยักษ์ใหญ่ของสเปนอย่าง มาร์ก้า ให้สมญานามว่า “ปีกผู้ทรงพลังมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก”

ก่อนที่จะเฉิดฉายกับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์สในปัจจุบัน ตราโอเร่เคยเป็นนักเตะเยาวชนของบาร์เซโลน่ามาก่อน แต่เมื่อไม่อาจเบียดรุ่นพี่ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ เขาจึงออกเดินทางหาประสบการณ์ใหม่ในเวทีพรีเมียร์ลีกกับแอสตัน วิลล่า เมื่อปี 2015 แต่ชีวิตใหม่บนเกาะอังกฤษกลับไม่ง่ายย่างที่คิด เมื่อต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บเป็นส่วนใหญ่ จนมีส่วนร่วมกับทีมสิงห์ผงาดเพียง 12 นัด ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับมิดเดิลสโบรห์ในปีต่อมา หลังอยู่กับโบโร่ 2 ปี ทีมหมาป่าจึงดึงตัวเขามาร่วมทีมในปี 2018 ด้วยดีกรีนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของมิดเดิลสโบรห์

ตราโอเร่ ถือเป็นหนึ่งในปีกที่มีความเร็วสูง โดยในปี 2018 เขาสามารถพาบอลไปด้วยความเร็วถึง 37 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ใช่นักเตะที่ถูกเลือกลงสนามเป็นคนแรก โดยฤดูกาลแรกกับวูล์ฟเขาลงสนามไปทั้งสิ้น 36 นัด แต่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเพียง 10 เกมเท่านั้น เขาจึงตระหนักได้ว่าแม้จะมีความเร็วที่จัดจ้าน แต่การจะโลดแล่นอยู่บนสังเวียนพรีเมียร์ลีกที่เต็มไปด้วยการปะทะอย่างหนักหน่วงได้นั้น พละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกายก็เป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นเขาจึงเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง รวมทั้งฝึกซ้อมกับโค้ชกายภาพทุกวัน จนได้สภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออันกำยำประดุจ เดอะฮัล์ค อย่างในปัจจุบัน

ตราโอเร่ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตัวเขาไม่เคยเล่นเวทเลย กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งของเขาล้วนมาจากการออกกำลังกายเท่านั้น ด้วยร่างกายอันทรงพลังบวกกับความปราดเปรียวที่มีเป็นทุนเดิมนี่เองที่ช่วยให้เขายึดตำแหน่งตัวจริงประจำฝูงหมาป่ามาได้ในที่สุด ปีกสายเลือดกระทิงเล่นงานแนวรับคู่แข่งร่วมลีกคนแล้วคนเล่า ใช้ทั้งความเร็วความคล่องตัวในการเลี้ยงผ่านและความแข็งแกร่งในการเบียดแย่งบอล โดยเฉพาะ เบนจามิน เมนดี้ แบ็กซ้ายทีมเรือใบที่เสียท่าถูกเบียดล้มในจังหวะบังบอล จนตราโอเร่ฉกบอลไปจ่ายให้เพื่อนยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกม

จากนักเตะผอมเพรียวที่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามแทน เนย์มาร์ เมื่อปี 2013 กลายมาเป็นปีกหุ่นนักอเมริกันฟุตบอลอย่างทุกวันนี้ ตราโอเร่เคยบอกไว้ว่า ลีโอเนล เมสซี่ คือหนึ่งในแรงบันดาลใจของเขา “ผมเคยฝึกซ้อมกับเมสซี่ แม้จะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก มีพรสวรรค์มากมาย แต่เขาก็ยังทำงานอย่างหนักทั้งในสนามและโรงยิม” ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงพัฒนาตัวเองในทุกวัน เพื่อให้ได้ร่างกายสมรรถภาพดีทุกด้าน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

แดเนียล สเตอร์ริดจ์ จากเครื่องจักรถล่มประตู สู่นักเตะไร้สังกัด

การยกเลิกสัญญาระหว่างแดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับสโมสรแทรบซอนสปอร์ ส่งผลให้ดาวยิงทีมชาติอังกฤษกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมตุรกีเมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา โดยมีการเปิดเผยว่าการยกเลิกสัญญาดังกล่าวเป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย โดยสเตอร์ริดจ์ยอมสละสิทธิ์ต่าง ๆ รวมถึงเงินที่จะได้รับในอนาคตอีกด้วย

สเตอร์ริดจ์ ถือเป็นสุดยอดกองหน้าคนหนึ่งของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยยิงประตูในลีกไปทั้งสิ้น 77 ประตู จากการลงสนาม 218 นัดให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, โบลตัน และลิเวอร์พูล โดยฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดของเขาเกิดขึ้นสมัยลงเล่นกับทีมหงส์แดงในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ตัดสินใจดึงตัวมาจากเชลซีในช่วงกลางฤดูกาล 2012-13 ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ แม้ศูนย์หน้าจอมเซิ้งเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บบริเวณแฮมสตริงจนไม่ได้ลงเล่นมาร่วมเดือนก็ตาม แต่ทันทีที่ถูกส่งลงสนามเป็นเกมแรกในนัดแดงเดือด สเตอร์ริดจ์ก็ตอบแทนความไว้ใจของกุนซือชาวไอริชด้วยการยิงประตูได้ทันที หลังจากถูกเปลี่ยนตัวแทนลูคัส เลว่า ในช่วงต้นครึ่งหลัง ก่อนที่จะยิงได้อีก 9 ประตูในซีซั่นนั้น

ในฤดูกาล 2013-14 สเตอร์ริดจ์จับคู่ประสานงานกับหลุยส์ ซัวเรซ ได้อย่างลงตัว โดยระเบิดฟอร์มร้อนแรงยิงติดต่อกันถึง 7 นัดในพรีเมียร์ลีก จนครองตำแหน่งรองดาวซัลโวด้วยจำนวน 21 ประตู เป็นรองแค่เพื่อนร่วมทีมอย่างซัวเรซที่ตะบันไปถึง 31 ประตูเพียงคนเดียวเท่านั้น แถมยังเกือบช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ หากไม่มีเหตุการณ์ลื่นล้มของสตีเฟน เจอร์ราร์ด ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลจนส่งผลให้ถ้วยแชมป์หลุดลอยไปเสียก่อน

น่าเสียดายที่หลังจากฤดูกาลนั้นผ่านพ้นไป สเตอร์ริดจ์ก็ไม่เคยเรียกฟอร์มการถล่มประตูอันดุดันเช่นนั้นคืนกลับมาได้อีกเลย เพราะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 เป็นต้นมา ศูนย์หน้ากระดูกเปราะเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพักรักษาตัวมากกว่าลงสนามล่าตาข่าย โดยยิงได้เพียง 19 ประตูตลอด 5 ฤดูกาลหลัง ยิ่งเมื่อเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้แนวรุกสามประสานที่ลงตัวอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โอกาสลงสนามของศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษก็แทบจะถูกปิดตาย แม้จะดิ้นรนพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งด้วยการย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับเวสต์บรอมวิช อัลเบียน แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเมื่อไม่สามารถยิงได้สักประตู จนกระทั้งสัญญาของเขากับลิเวอร์พูลหมดลง เขาจึงได้เลือกย้ายไปหาประสบการณ์ต่างแดนที่ตุรกีในเวลาต่อมา

หลังจากเป็นนักเตะไร้สังกัด มีข่าวว่าแอสตัน วิลล่า ที่เฝ้าตามจีบมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ สนใจดึงตัวสเตอร์ริดจ์กลับมายังพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เมื่อผลงานของเขาในลีกตุรกีก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยยิงไป 7 ประตู จาก 13 นัด แถมการมาของเขาอาจช่วยให้ทีมสิงห์ผงาดรอดพ้นการตกชั้นในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้ แต่แล้วก็มีการเปิดเผยว่าสเตอร์ริดจ์ถูกตัดสินให้ติดโทษแบนทั่วโลกเป็นเวลา 4 เดือน จากความผิดเกี่ยวกับการพนันเมื่อปี 2018 ทำให้ความหวังที่จะได้เห็นเขากลับมาวาดลวดลายบนเวทีพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแล้ว

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ยาน คูโต้ แบ็กขวาคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของฉายา “นิวอัลเวส”

แม้จะยังไม่จบฤดูกาล 2019-20 แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ประกาศคว้าตัว “ยาน คูโต้” ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว กองหลังชาวบราซิลเซ็นสัญญายาว 5 ปีและจะเดินทางมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ หลังจากหมดสัญญากับกอริติบ้า ทีมเก่าแก่ของลีกบราซิล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของทีมเรือใบสีฟ้าเหนือทีมยักษ์ของยุโรปทั้งบาร์เซโลน่า, อาร์เซน่อล และอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ให้ความสนใจแบ็กขวาดาวรุ่งรายนี้อยู่เช่นกัน

ยาน คูโต้ เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2002 เขาเริ่มต้นจากการเล่นฟุตซอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้รับเทคนิคติดตัวมากมาย ก่อนจะเข้าเป็นนักเตะเยาวชนของกอริติบ้าเมื่ออายุได้ 10 ขวบ แม้จะยังไม่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของกอริติบ้า แต่เขาก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป ถึงขนาดที่เดอะการ์เดียน สำนักข่าวชื่อดังยกย่องให้เป็น 1 ใน 60 นักเตะแห่งอนาคตของวงการฟุตบอลร่วมกับ อันซู ฟาติ กองหน้าดาวโรจน์ของบาร์เซโลน่า, อันดรี้ กุ๊ดยอห์นเซ่น ลูกชายของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ตำนานกองหน้าทีมชาติไอซ์แลนด์ และลูเซียง อากูเม่ มิดฟิลด์ฝรั่งเศส เจ้าของฉายานิวป็อกบา ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลาน

แบ็กขวาวัย 17 ปี เป็นนักเตะฟูลแบ็กที่มีความเร็วจัดจ้าน จนได้รับฉายาว่า “เดอะแฟลช” แม้จะไม่ใช่นักเตะที่มีความสูงและแข็งแกร่ง แต่ก็สามารถเล่นเกมรับได้ดี แถมยังมีจุดเด่นในเรื่องการเติมเกมบุกและการจ่ายบอลที่แม่นยำ โดยในการลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิล ในศึกฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสทำประตูได้ถึง 10 ครั้ง มากกว่านักเตะกองหลังทุกคน และเก็บมาได้ 2 แอสซิสต์จากการลงสนาม 5 เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติเม็กซิโก คูโต้เป็นคนเปิดบอลโค้งให้เพื่อนวอลเล่ย์ประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้ทีมแซมบ้าเป็นแชมป์โลกอีกสมัย ด้วยความเร็วและการสายตาที่แหลมคมในการผ่านบอลให้เพื่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกยกย่องให้เป็น “นิวอัลเวส” โดยอดีตแบ็กขวาบราซิลยังถือเป็นหนึ่งในนักเตะฮีโร่ของคูโต้ ร่วมกับอาเดรียโน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกด้วย

ฤดูกาลหน้า คูโต้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะบราซิลในทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต่อจากกาเบรียล เฆซุส, เอแดร์สัน และแฟร์นานดินโญ่ โดยเขาจะต้องแย่งชิงตำแหน่งแบ็กขวากับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และชูเอา คันเซโล่ ซึ่งแบ็กจอมบุกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าชื่นชอบการแข่งขันภายในทีม เพราะจะช่วยพัฒนาฝีเท้าให้สูงขึ้น และเมื่อเดินทางมาถึงเกาะอังกฤษเขาจะได้พิสูจน์คำพูดของตัวเองที่ว่า “จะไม่หยุดทำงานอย่างหนัก เพราะแค่พรสวรรค์ไม่อาจพาไปถึงความสำเร็จได้”

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อลัน เชียร์เรอร์ เพชฌฆาตเบอร์ 1 ตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก

ทุกครั้งที่มีการจัดทีมยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีกไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด “อลัน เชียร์เรอร์” ก็ต้องติดโผมีชื่อเป็นศูนย์หน้าประจำทีมนั้นด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นนักเตะระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยังเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 260 ประตู ที่อยู่ยงคงกระพันมาเกือบ 20 ปี

หากจะยกให้เชียร์เรอร์เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกก็คงไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะเขาคือนักเตะที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถที่กองหน้าระดับโลกพึงมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ความแข็งแกร่งของร่างกาย, สัญชาตญาณในการเข้าฮอส, ความเฉียดคมในการยิงประตูไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล, การโหม่งทำประตู, การเปิดบอลที่แม่นยำทั้งลูกเซตเพลย์และโอเพ่นเพลย์ รวมไปถึงเบสิคพื้นฐานอย่างการจับบอลและการเลี้ยงบอล จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยิงประตูอย่างถล่มทลายในศึกพรีเมียร์ลีกถึง 112 ประตู ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีที่เล่นให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จนทำให้ทีมระดับกลางอย่างทีมกุหลาบไฟ สามารถแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในซีซั่น 1994-95 จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และเป็นนักเตะคนแรกที่ครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

เชียร์เรอร์ได้สร้างสถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไว้มากมาย โดยสถิตินั้นก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงแฮตทริกมากที่สุด 11 ครั้ง, ยิงประตูจากจุดโทษมากที่สุด 56 ประตู, ยิงประตูในกรอบเขตโทษมากที่สุด 227 ประตู และยิงประตูในแมตช์เดียวมากที่สุด 5 ประตู จนได้รับสมญานามว่า “ฮอตช็อต” น่าเสียดายที่ฝีเท้าระดับดาวซัลโวทีมชาติอังกฤษกลับได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะเขาปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 2 ครั้ง แล้วเลือกย้ายไปเล่นให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมบ้านเกิดที่ตามเชียร์มาตั้งแต่วัยเด็กแทน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่หาได้ยากยิ่งจากนักเตะยุคปัจจุบัน

หลังจบศึกฟุตบอลยูโร 96 กัปตันทีมชาติอังกฤษย้ายไปร่วมทีมสาลิกาด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในสมัยนั้น และไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลยจนกระทั้งแขวนสตั๊ด โดยยิงประตูในลีกเพิ่มได้อีก 148 ประตู ตลอดระยะเวลา 10 ปีภายใต้ยูนิฟอร์มแม็กพายส์ หากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งในช่วงท้ายอาชีพ เขาคงยิงประตูรวมแตะหลัก 300 ไปแล้ว

เชียร์เรอร์ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 2005-06 หลังจากนั้น 3 ปี เขาก็จะกลับมาช่วยนิวคาสเซิลที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นในฐานะกุนซือชั่วคราว แทนโจ คินเนียร์ ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ แม้จะพยายามอย่างหนัก แต่ด้วยศักยภาพของทีมอันอ่อนด้อยจึงไม่อาจช่วยให้สาลิกาดงพลิกสถานการณ์อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ หลังจากนั้นมาเชียร์เรอร์ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานผู้จัดการทีมอีกเลย โดยหันไปเอาดีในการเป็นกูรูฟุตบอลทางสถานีโทรทัศน์จนถึงปัจจุบัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

บรูโน่ เฟอร์นานเดส นักเตะสายซัพ แจกบัฟไม่อั้น

การย้ายมาร่วมทีมของ บรูโน่ เฟอร์นานเดส ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นเกมบุกได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีปัญหาทุกครั้งเวลาเจอกับทีมที่เน้นตั้งรับ แถมบางนัดยังไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งเข้าไปยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว ทำให้นักเตะระดับตำนานปีศาจแดงอย่าง พอล สโคลส์ ถึงกับออกปากชมนักเตะรุ่นน้องที่เลือกใช้หมายเลขเสื้อเดียวกันว่า บรูโน่ คือ คนที่นำความมีชีวิตชีวากลับสู่ทีมปีศาจแดง

ในช่วงที่เล่นอยู่กับสปอร์ตติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่ปี 2017 บรูโน่ได้สร้างสถิติอันยอดเยี่ยมไว้มากมายทั้งในเรื่องการยิงประตู การจ่ายบอล และการสร้างสรรค์โอกาส แต่ด้วยความต่างชั้นระหว่างลีกโปรตุเกสกับลีกอังกฤษ ทำให้เขาถูกปรามาสตั้งแต่ยังไม่ได้ลงสนามว่าอาจจะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่เคยทำได้ในโปรตุเกส แต่ทันทีที่สวมเครื่องแบบปีศาจแดงบรูโน่ก็แสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่าเขาคือของจริง โดยมีตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทั้ง 4 เกมแรกเป็นเครื่องการันตี แม้แต่เกมที่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามก่อนหมดเวลาเพียง 10 นาที เขาก็ยังสามารถโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน จนได้รับการโหวตจากแฟนบอลปีศาจแดงอย่างท่วมท้นให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์

หลังจากลงเล่นเป็นตัวจริง 5 นัด กับตัวสำรองอีก 1 นัด บรูโน่ยิงไปแล้ว 3 ประตู กับอีก 2 แอสซิส โดยเฉพาะลูกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษในเกมที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน นับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปนานจากจอมทัพปีศาจแดงคนอื่นที่ลงสนามก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรียส เปเรร่า หรือแม้แต่ฮวน มาต้า ซึ่งลูกยิงไกลอันหนักหน่วงนี้ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของแนวรุกทีมชาติโปรตุเกสมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดเด่นของบรูโน่ คือการเป็นนักเตะที่เล่นบอลง่าย จ่ายบอลแม่นยำ มีสายตาที่ว่องไวและการตัดสินใจในการจ่ายบอลที่ดี ด้วยสไตล์การเล่นของบรูโร่ตลอดหลายนัดที่ผ่านมาไม่เพียงแค่ช่วยให้ตัวเองมีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพื่อนรอบข้างยกระดับฝีเท้าและฟอร์มการเล่นให้ดีขึ้นตามไปด้วย ประหนึ่งเป็นฮีโร่สายซัพที่คอยแจกบัฟให้เพื่อนร่วมทีมอย่างไรอย่างนั้นซ้ำ ๆ

ที่ผ่านมา โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา มักเลือกใช้ระบบ 4-3-3 เป็นรูปแบบการเล่นหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การมาของบรูโน่จึงช่วยตอบโจทย์ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหรือผู้เล่นหมายเลข 10 ที่กุนซือชาวนอร์เวย์ตามหามาตลอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่มิดฟิลด์คู่กลาง สก็อต แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด ก็เล่นร่วมกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหาก พอล ป็อกบา หายเจ็บกลับมากุนซือซูเปอร์ซัพจะส่งมิดฟิลด์แชมป์โลกลงเล่นในตำแหน่งไหน และเมื่อบรูโน่กับป็อกบาได้ประสานงานร่วมกันในสนาม แนวรุกปีศาจแดงจะทรงประสิทธิภาพขนาดไหนกัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ยกระดับเป็นพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1992 ลีกฟุตบอลแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสุดยอดดาวยิงระดับพระกาฬที่พร้อมไล่ล่าตาข่ายให้กับต้นสังกัด เหล่าแฟนบอลจึงมีโอกาสได้รับชมการทำประตูอย่างถล่มทลายในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะการทำแฮตทริกที่ไม่เคยขาดหายไปแม้แต่ฤดูกาลเดียว และนี่คือ 5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

                5. แอนดี้ โคล: ใช้เวลา 30 นาที

การยิงแฮตทริกอย่างรวดเร็วของแอนดี้ โคล เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขายังเล่นอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 ในเกมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล โดยศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยิงผ่านมือบรูซ กร็อบเบลาร์ ในนาทีที่ 4, 15 และ 30 ซึ่งมาจากจังหวะสัมผัสบอล 3 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 3 ประตู ช่วยให้สาลิกาดงเก็บ 3 คะแนนเต็ม

                4. เอียน มาร์แชลล์: ใช้เวลา 27 นาที

ในเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังดวลกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อปี 1997 ทีมแกะเขาเหล็กเป็นฝ่ายยิงขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนที่ศูนย์หน้าร่างยักษ์ของทีมจิ้งจอกจะมายิงคืนทีเดียว 3 ประตู จากลูกวอลเลย์ในนาทีที่ 7, แปบอลโล่ง ๆ จากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูในนาทีที่ 24 และตวัดยิงด้วยเท้าซ้ายในนาทีที่ 27 ช่วยให้เจ้าถิ่นพลิกกลับมาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2

                3. เจอร์เมน เพนแนนท์: ใช้เวลา 26 นาที

ในช่วงที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของอาร์เซน่อล เมื่อเจอร์เมน เพนแนนท์ ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่พบกับเซาแธมป์ตัน เมื่อปี 2003 เขาก็สามารถทำแฮตทริกได้ทันที โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 15 จากการจ่ายของจิโอวานนี่ ฟาน บรองฮอร์สต์ ก่อนที่อีก 3 นาทีต่อมาจะได้โอกาสโหม่งซ้ำลูกยิงของเธียร์รี่ อองรี เป็นประตูที่ 2 จากนั้นก็ยิงด้วยขวาเสียบข้างตาข่ายในนาทีที่ 26 ซึ่งในเกมนี้ โรแบร์ ปิแรส ก็เป็นอีกคนที่ทำแฮตทริกได้ในครึ่งหลัง ทำให้ทีมปืนใหญ่ชนะไปขาดลอย 6-1

                2. ดไวท์ ยอร์ค: ใช้เวลา 22 นาที

ในปี 2001 ระหว่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซน่อลกำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันอยู่ ทั้งคู่ก็ได้โคจรมาเจอกันช่วงท้ายฤดูกาล แล้วก็เป็น ดไวท์ ยอร์ค ที่ยิงรวดเดียว 3 ประตู จากการชาร์จจ่อ ๆ ในนาทีที่ 3 ก่อนจะหลุดเดียวเข้าไปยิงสวนตัวผู้รักษาประตูในนาทีที่ 18 ปิดท้ายเดียวการเลี้ยงหนีกองหลังปืนใหญ่แล้วยิงเสียบมุม ในนาทีที่ 22 จนในที่สุดปีศาจแดงก็เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญไปท่วมท้น 6-1 และทำคะแนนทิ้งห่างเป็น 16 แต้ม

                1. ซาดิโอ มาเน่: ใช้เวลา 16 นาที

หลังจากดไวท์ ยอร์คครองตำแหน่งผู้ยิงแฮตทริกเร็วที่สุดมาเป็นเวลา 14 ปี ซาดิโอ มาเน่ ก็เป็นผู้ทำลายสถิติลงได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2015 ในนัดรองสุดท้ายที่พบกับแอสตัน วิลล่า โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 13 จากการตามซ้ำลูกยิงของตัวเองเข้าประตูไป หลังจากนั้นเพียงนาทีเดียวจากจังหวะที่ เชน ลอง ยิงไปติดตัวผู้รักษาประตูจนบอลกระดอนออกมา เขาก็ใช้ความเร็ววิ่งถึงบอลได้ก่อนกองหลังสิงห์ผงาดและแปบอลตุงตาข่าย ก่อนที่ปีกเซเนกัลจะยิงไกลจากบริเวณหัวกะโหลกในนาทีที่ 16 เป็นแฮตทริกแรกของเขาในศึกพรีเมียร์ลีก และเป็นเจ้าของสถิติยิงแฮตทริกเร็วที่สุดคนใหม่