Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เบรนดัน ร็อดเจอร์ ผู้ปลุกความหวังครั้งใหม่ ในรังจิ้งจอกสยาม

เขาคือผู้สร้างฟุตบอลที่ลื่นไหลสวยงาม เขาคือผู้สร้างให้ทีมอย่างสวอนซี ได้รับฉายาว่า “สวอนซีโลน่า” เขาคือผู้ที่เกือบจะพาให้หงส์แดง ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็แค่เกือบ และหลังจากความผิดหวังครั้งนั้น เขาหลบไปรักษาแผลใจและฝึกฝีมือเพิ่มเติม พร้อมทั้งกวาดแชมป์ที่สก็อตแลนด์กับเซลติก และวันนี้เขากลับสู่พรีเมียร์ ลีก อีกครั้งเพื่อพิสูจน์ฝีมือโดยการปลุกปั้น จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซีตี้ ให้กลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง

เบรนดัน ร็อดเจอร์ กุนซือวัน 46 ปี ชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาคือผู้ที่ต้องเจอกับฝันร้ายในอาชีพนักฟุตบอล เมื่อต้องประสบปัญหาบาดเจ็บอย่างหนักจนต้องเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่แทนที่จะทำให้เขาหมดหวังในวงการฟุตบอล แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเริ่มต้นอาชีพการเป็นโค้ชฟุตบอลตั้งแต่อายุน้อย ๆ โดยเริ่มต้นจากการที่เขาได้เข้าไปศึกษาฟุตบอลและระบบเยาวชนที่ลามาเซียของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ที่นี่เองที่ทำให้เขาหลงรักสไตล์การเล่นฟุตบอลแบบภาคพื้นดิน การเล่นกับพื้นที่ลื่นไหลในแบบสเปน ทำให้เขาใช้เป็นต้นแบบในการทำทีมของตนเรื่อยมา

เขาเริ่มงานด้วยการดูแลทีมชุดเยาวชนให้กับเชลซี ในยุคของมูรินโญ่ อยู่ 4 ปีก็ได้รับภารกิจอันหนักอึ้งเมื่อต้องย้ายไปช่วยทีมวัตฟอร์ดให้รอดพ้นการตกชั้น และเขาก็ทำสำเร็จซะด้วย จากทีมที่จมท้ายตารางในเดือนมกราคม เขาพาวัตฟอร์ดจบอันดับ 13 อย่างสวยงาม และได้ย้ายไปคุมทีมเก่าของเขาอย่างเรดดิ้งในฤดูกาลถัดมา แต่กับเรดดิ้งเขาทำทีมได้เพียง 6 เดือนก็ต้องแยกทางกับทีมด้วยผลงานที่ย่ำแย่ หลังจากออกจากเรดดิ้ง เขาก็สร้างผลงานสร้างชื่อให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างสวอนซีโลน่า ให้เล่นอย่างสวยงามและเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แถมสู้กับทีมบนลีกสูงสุดได้ดี จนจบฤดูกาลแถว ๆ กลางตาราง จนลิเวอร์พูลต้องรีบมาเซ็นสัญญาไปช่วยล่าแชมป์ที่แอนฟิลด์ แต่เขาก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อพลาดท่าใน 3 นัดสุดท้าย เมื่อปี 2013 จนต้องออกจากแอนฟิลด์ในอีกหนึ่งฤดูกาลให้หลัง เขาไปหลบเลียแผลใจ และสัมผัสกับการเป็นแชมป์ ที่เซลติกโดยกวาดถ้วยภายในประเทศ ได้แชมป์ลีก 2 ใบ และบอลถ้วยอีก 6 ใบ ก่อนมารับงานที่คิงส์ พาวเวอร์ สเตเดียม

ฤดูกาลนี้ถือเป็นการคุมทีมจิ้งจอกสยามอย่างเต็มตัวเป็นฤดูกาลแรก และผ่านมาถึงช่วงปีใหม่ 2020 แล้ว เขาพาเลสเตอร์ ฟอร์มติดลมบน อยู่หัวตาราง โดยตามหลังจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูลอยู่ห่างๆ ซึ่งก็ต้องถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว กับการตามหลังแค่ลิเวอร์พูล แต่อยู่เหนือกว่าทีมใหญ่ทีมอื่น ๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีการเล่นที่สวยงามเพลินตาท่านผู้ชมอีกด้วย แบบนี้แฟนจิ้งจอกสยามคงพอจะฝากความหวังไว้ได้ ตอนนี้สถานการณ์ในถิ่นคิงส์ พาวเวอร์ นั้นนับว่าพร้อมมาก ๆ ผู้เล่นพร้อมจะเล่นเพื่อทีม แฟน ๆ พร้อมจะหนุนหลังพวกเขา เจ้าของพร้อมที่จะผลักดันทีมไปข้างหน้า และร็อดเจอร์ ก็พร้อมที่จะสร้างทีมใหม่ของเขาอย่างเต็มตัว

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ทาคุมิ มินามิโน๊ะ แข้งซามูไร ย้ายเข้ารังหงส์ ดีลนี้มีแต่คนแฮปปี้

จบลงอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับดีลของมินามิโน๊ะกับลิเวอร์พูล ด้วยสนนราคา 7.5 ล้านปอนด์ และได้ลงเล่นเกมเปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเกม เอฟเอ คัพ กับเอฟเวอร์ตัน และเป็นทางฝั่งทีมใหม่ของ มินามิโน๊ะกำชัยชนะผ่านเข้ารอบไปได้สำเร็จอีกด้วย

ประวัติคร่าว ๆ ของทาคุมิ มินามิโน๊ะ อายุ 24 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ติดทีมชาติไป 22 นัด ทำได้ 11 ประตู สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่แผงมิดฟิลด์ถึงกองหน้า เริ่มเล่นฟุตบอลกับเซเรโซ โอซากา ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ เรดบูล ซัลซ์บวร์ก และที่ซัลซ์บวร์กนี่เอง ที่เขาสร้างความประทับใจให้กับเจอร์เกน คล็อปป์ ในการลงเล่นเกมแชมเปี้ยนลีก พบกับทีมหงส์แดงโดยตรง หลังจบเกมแม้ลิเวอร์พูลจะชนะ 4-3 แต่เขาก็สร้างปัญหาให้กับหงส์แดงอย่างมากและยังทำได้ 1 ประตูอีกด้วย

เมื่อการเซ็นสัญญาร่วมทีมหงส์แดงเกิดขึ้น เรามาดูกันว่าดีลของมินามิโน๊ะ มันเกิดประโยชน์อย่างไร ต่อฝ่ายไหนบ้าง

1. ตัวของทาคุมิ มินามิโน๊ะ

แน่นอนว่าการย้ายจากซัลซ์บวร์กสู่แอนฟิลด์ มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเขา ทั้งในเรื่องการพัฒนาฝีเท้า ชื่อเสียง เงินทอง และโอกาสประสบความสำเร็จที่มากขึ้น กับรายการแข่งขันที่ใหญ่ขึ้น สำหรับผู้เล่นเอเชียคนหนึ่งการได้เล่นให้กับทีมใหญ่อย่างลิเวอร์พูล มันคือฝันที่เป็นจริงชัด ๆ แถมมินามิโน๊ะยังได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย มันยิ่งเป็นเรื่องที่พิเศษสุด ๆ

2. ทีมเก่าเรดบูล ซัลซ์บวร์ก

แม้ว่าค่าตัวที่ลิเวอร์พูลจ่ายเป็นค่าฉีกสัญญาที่ 7.5 ล้านปอนด์ จะดูต่ำกว่ามูลค่าของมินามิโน๊ะ เพราะแม้แต่ทางลิเวอร์พูลเองยังคิดว่าต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านปอนด์ แต่เมื่อในสัญญาระบุไว้เท่านี้ ก็หวานหงส์เลย แต่ก็ใช่ว่าทางซัลซ์บวร์กจะขาดทุน เพราะราคาที่ซื้อมาจากเซเรโซ นั้นพวกเขาจ่ายเพียง 750,000 ปอนด์เท่านั้น ราคานี้ก็ได้กำไร 10 เท่า

3.ทีมชาติญี่ปุ่น

แน่นอนว่าการมีผู้เล่นในทีมชาติ เล่นให้สโมสรใหญ่ ๆ มันจะมีผลดีอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการพัฒนาฝีเท้าของตัวนักเตะเอง สภาพจิตใจของเขา ผลทางจิตวิทยาต่อฝั่งตรงข้าม และยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กยุคใหม่ รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ อีกด้วย

4. ทีมสโมสรลิเวอร์พูล

โดยที่ยังไม่พูดถึงการประสบผลสำเร็จใด ๆ ในอนาคตของเขา การเซ็นสัญญาครั้งนี้ก็ทำประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ลิเวอร์พูล ทั้งด้านการตลาดค่าตัวเพียงแค่ 7.5 ล้านปอนด์ มันช่างถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับการขยายฐานแฟนบอลในญี่ปุ่นและเอเชีย ทั้งค่าสินค้าที่ระลึก และค่าลิขสิทธิ์ต่าง ๆ คุ้มทุนอย่างรวดเร็วแน่นอน ในด้านแท็กติกทีมจะมีตัวเลือกคุณภาพเยี่ยมเพิ่มอีกคนหนึ่ง และมีผลงานการันตีให้เห็นชัดกับตาตัวเองแล้วด้วย แถมสไตล์การวิ่งไม่มีหมดของเขายังโดนใจและเข้ากับแท็กติกคล็อปป์สุด ๆ  ที่สำคัญจากการแก้กฎคัพไทของยูฟ่า เขาสามารถลงช่วยทีมในรอบต่อไปได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมา การเซ็นสัญญาครั้งนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนแฮปปี้สุด ๆ และแฟน ๆ ลิเวอร์พูลต้องจับตาดูว่าต่อจากนี้ ทาคุมิ มินามิโน๊ะ เขาจะสร้างความแฮปปี้ ให้กับแฟน ๆ ได้มากเพียงใด ก่อนอื่นต้องตระโกนดัง ๆ พร้อมกันก่อนเลยว่า “อิรัซซัยมาเสะ ทาคุมิซัง”

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

โชเซ่ มูรินโญ่ ทีมใหม่ ลุคใหม่ กับความหวังของทัพไก่เดือยทอง

หลังจากการแยกทางกับ เมาริซิโอ โปเซตติโน่ บอร์ดบริหารของไก่เดือยทอง ท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ ต้องมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่จะสานต่องานของเขา โดยคนที่จะเข้ามาแทนนั้นจะต้องต่อทำในสิ่งที่พอสทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าพอสจะวางรากฐานให้กับสเปอร์เป็นอย่างดี เล่นเกมรุกเอ็นเตอร์เทนแฟนบอลได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พอสทำไม่ได้คือพาทีมไปสู่แชมป์นั่นเอง เมื่อโจทย์ของคนใหม่คือเป็นแชมป์ จะมีใครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คือ ว่างงาน มีบารมีในการคุมดาวดัง การันตีแชมป์กับทุกสโมสรที่ผ่านมา นอกจากเขาคนเดียว “โชเซ่ มูรินโญ่”

หลังจากแยกทางแบบจบไม่สวยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฮียมูก็ว่างงานมาตลอด และดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่เขาห่างหายไปจากข้างสนาม เขาจะมีเวลาคิดและเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองไปพอสมควร เมื่อการกลับมาในครั้งนี้ เขาได้สลัดความเป็น เดอะ สเปเชี่ยลวัน กุนซือจอมหยิ่ง ทระนงตัว หัวร้อนง่าย และโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง ออกไปทั้งหมด ดูจากการให้สัมภาษณ์ บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์ช่างแตกต่าง จากเฮียมูคนเดิมราวฟ้ากับเหว ทั้งการพูดแบบอ่อนน้อมถ่อมตน เห็นใจและเข้าใจนักเตะที่ถูกเขาเปลี่ยนตัว ชื่นชมแฟนบอลของทีมหรือแม้กระทั่งชื่นชมเด็กเก็บบอล ว่าเป็นเด็กเก็บบอลที่ดีที่สุด เรียกได้ว่ามันไม่มีเค้าเดิมของเดอะ สเปเชี่ยลวัน คนเดิมอยู่เลย

เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า “ผมเป็นคนถ่อมตัว มากพอที่จะคิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมาตลอดเส้นทางอาชีพของผม มองถึงพัฒนาการ ปัญหา และทางแก้ และผมมีความถ่อมตัวมากพอที่จะไม่โทษใคร” และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ จากสิ่งที่เขาแสดงออกมา ช่วงเวลา 11 เดือนที่ผ่านมาเขาอาจได้นั่งทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาและเปลี่ยนแปลงตัวเองไปแล้วจริง ๆ  ก็เป็นได้ และมันน่าสนใจมาก ๆ ว่าถ้าสไตล์การคุมทีมของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วจริง ๆ ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นอย่างไร

เรื่องความสามารถในการคุมทีมของเขา รวมทั้งจิตวิทยาต่อผู้เล่นทั้งทีมตัวเองและฝั่งตรงข้าม คงไม่มีใครตั้งข้อสงสัย เขาตอบทุกคำถามด้วยถ้วยรางวัลใบแล้วใบเล่า แต่ที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่เราเห็นจากผู้จัดการทีมคนนี้มาตลอดคือ จุดสิ้นสุดของเขากับทีมที่คุม มักจะมาจากความหยิ่งผยองของตัวเขาเอง จนก่อให้เกิดปัญหากับผู้เล่นภายในทีม แล้วก็โดนผู้เล่นของตัวเองเลื่อยขาเก้าอี้ตัวเอง หรือที่เรียกกันว่าเล่นไล่โค้ชแทบทุกครั้งไป แม้แต่แฟนบอลทีมตัวเองยังหมั่นไส้ด้วยซ้ำ

ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ เราคงจะได้เห็นแท็กติกคุณภาพแบบมูรินโญ่ แต่มาในแบบสุขุมนุ่มลึกและมีอารมณ์ขัน เขาคงจะกลายเป็นที่รักของลูกทีมและแฟนบอล และสเปอร์คงจะมีลุ้นคว้าโทรฟี่ ใบใดใบหนึ่งมาประดับตู้โชว์ของสโมสรอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าภายนอกจะยังไง แต่ภายในของเขาคือมันสมองของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือผู้การันตีมีถ้วยคนเดิมนั่นเอง

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เจมี่ วาร์ดี้ เขี้ยวเล็บอันคมกริบ ของจิ้งจอกสยาม

ความจริงกับความฝัน สำหรับบางคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายที่ทำทั้งสองอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่สำหรับบางคนอาจต้องเลือกใช้ชิวิตกับความจริง แล้วละทิ้งความฝัน แต่ไม่ใช่กับเจมี่ วาร์ดี้ เขาทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน และเรื่องราวของเขาเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กสู้ชีวิตคนนึง สู่ตำนานของทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับวัยเด็กของนักฟุตบอลทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเติบโตมาจากอคาเดมี่ทีมใดทีมนึง แต่สำหรับวาร์ดี้ ด้วยสถานะทางบ้าน ทำให้เขาต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพในโรงงานผลิตขาเทียม ถึงแม้เขาจะต้องทำงานในโรงงานวันละ 12 ชั่วโมง แต่เขายังพอแบ่งเวลาให้กับความฝันอย่างฟุตบอลได้ โดยเล่นฟุตบอลระดับลีกล่างควบคู่ไปกับการทำงาน โดยเริ่มต้นกับทีมสต็อกส์บริดจ์ ปาร์ค สตีล ตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้ย้ายร่วมทีมนอกลีกกึ่งอาชีพ อย่างฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาล กับอีก 4 นัด กดประตูไปทั้งสิ้น 28 ประตู ทำให้เตะตาทีมที่อยู่ระดับสูงขึ้นมาอีกขั้น แต่ก็ยังอยู่นอกลีกอยู่ดีอย่างฟลีตวูด ทาวน์ และที่นี่เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาล ยิงไป 34 ลูก รวมทุกรายการ แล้วมันก็มีคนที่เห็นว่าเขามีศักยภาพมากเกินกว่าที่จะเล่นในลีกระดับล่างแล้ว และผู้ที่หยิบยื่นสะพานที่ทอดยาว จากนอกลีกสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพลีกอันดับสองของประเทศก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยกลุ่มคิงส์ พาวเวอร์ เจ้าของทีมยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าตัวถึง 1.7 ล้านปอนด์ ซึ่งต้องนับว่าเป็นค่าตัวที่สูงมากสำหรับผู้เล่นนอกลีก

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด การปรับตัวทั้งในและนอกสนามส่งผลกระทบต่อตัววาร์ดี้อย่างมาก ทั้งคู่ต่อสู้ในสนามที่แข็งแกร่งขึ้น และชีวิตที่หลงไปกับแสงสีของเขา ทำให้ผลงานของเขาตกต่ำ ยิงในลีกได้เพียงแค่ 4 ประตู และเกิดคำถามถึงค่าตัวที่ทีมจ่ายไป จนคุณอัยยวัฒ์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร ต้องเรียกวาร์ดี้เข้าไปคุยเพื่อปรับทัศนคติ และมันได้ผล การพูดคุยครั้งนั้น ดึงวาร์ดี้กลับมาสู่เส้นทาง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ได้ใจวาร์ดี้ไปเต็ม ๆ จนเขายอมสู้ถวายหัวให้กับทัพจิ้งจอก เขากลับมาผลิตประตูอีกครั้งและพาทีมเลื่อนชั้น สู่ลีกสูงสุดในฐานะแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ และช่วยให้ทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุดในปีต่อมาได้สำเร็จ แม้ว่าจะทำได้เพียง 5 ประตู

และเมื่อฤดูกาล 2015-2016 นั้น เขาก็ได้ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิต กดไปทั้งหมด 24 ลูก พาเลสเตอร์เป็นแชมป์ สมัยแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากได้แชมป์เหล่าซุปเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมทีม ต่างแยกย้ายกันไปอยู่กับสโมสรใหญ่กว่า ทั้งก็องเต้และมาเรซ แต่ไม่ใช่กับ วาร์ดี้

ฤดูกาลนี้ เจมี่ วาร์ดี้ ในวัย 32 ปี นับว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักฟุตบอล วาร์ดี้พึ่งต่อสัญญากับทีมออกไปอีก 3 ปี ภายใต้การคุมทีมของนายใหม่ และการประกาศเลิกเล่นทีมชาติ เพื่อมุ่งสมาธิทั้งหมดให้กับเลสเตอร์ พร้อมทั้งจิตใจที่มุ่งมั่นจะตอบแทนโอกาสที่ทีมมอบให้แก่ชีวิตเขา วาร์ดี้กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง ด้วยการยิงไปถึง 17 ประตู หลังผ่านไปเพียงครึ่งฤดูกาล นำอันดับ 1 บนทำเนียบดาวซัลโว และเชื่อว่าเขาจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่ เส้นทางที่เขาผ่านมาอย่างยากลำบาก ทำให้เขาแข็งแกร่งทั้งกายและใจ เส้นทางของเขาจากนี้ไป ไม่ว่าจะจบลงตรงไหน แต่เขาจะเป็นตำนานในรังจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เมสัน กรีนวู้ด ดาวรุ่งอนาคตไกล ในร่างอวตารของฟาน เพอร์ซี่

ด้วยวัยเพียง 18 ปี เขาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เขามีเกินเด็กวัยเดียวกัน ทั้งความนิ่ง ความเร็ว ความมั่นใจ การจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม จนตอนนี้แฟนผีต่างมองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย เพราะนี่คือดาวรุ่งที่มาจากอคาเดมี่ของทีม คือเด็กปั้นที่เป็น ยูไนเต็ดแท้ ๆ และคือความหวังใหม่ที่จะนำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

เมสัน วิลล์ จอห์น กรีนวู้ด เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2001 เขามีพรสวรรค์อันโดดเด่นเหมือกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อตอนอายุ 6 ขวบเขาฝึกซ้อมฟุตบอลอยู่กับ ทีมเล็ก ๆ อย่างไอเดล จูเนียร์ ทีมที่แทบจะไม่ชนะใครเลย แต่ในเกมที่เขาลงเล่น สกอร์จบลงที่ 16 ประตูต่อ 1 และคนที่ทำทั้ง 16 ประตูคือเขาคนเดียว ใช่ครับ คนเดียว 16 ประตูในวัย 6 ขวบ ทำให้เขาได้ก้าวเข้ามาในอคาเดมี่ ของปีศาจแดง และในการเล่นระดับเยาวชน เขามีสถิติที่น่าเหลือเชื่อ คือค่าเฉลี่ยการทำประตูที่ 1 นัด ต่อ 1 ประตู ในทุกรุ่นอายุที่เขาลงเล่น จนถูกเรียกตัวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ โดยโชเซ่ มูรินโญ่ แต่กว่าที่จะได้สัมผัสสนามในนามทีมชุดใหญ่ ก็ต้องรอจนถึงยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ฤดูกาลนี้ โซลชาได้ให้โอกาสเขาลงสนามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกมที่เจอกับทีมเล็กแล้วส่งเด็ก ๆ ไปปล่อยของ หรือในขณะที่ทีมชุดใหญ่หมดไอเดียในการทำประตู และกรีนวู้ดก็มักจะทำประตูสวย ๆ ตอบแทนความไว้วางใจได้เสมอ ความอันตรายของเจ้าหนูรายนี้ คือการหาจังหวะสับไก และการยิงที่เฉียบคม หลาย ๆ ครั้งจะเห็นเวลาเขาล็อกบอลหาช่อง และเมื่อเขาเห็นคู่ต่อสู้เปิดช่อง เขาจะสับไกทันที และแฟนผีหลาย ๆ คนเห็นตรงกันว่า เขามีความคล้ายคลึงกับยอดดาวยิงของทีมในอดีตอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตำนานดาวยิงชาวดัตช์ ไม่ว่าจะเป็นการหาจังหวะเข้าทำ เท้าซ้ายอันทรงพลัง การบาลานซ์ร่างกาย หรือแม้กระทั่งท่าดีใจหลังจากได้ประตู โดย ฟาน เพอร์ซี่เองยังเคยกล่าวว่า “เขาพยายามเลียนรู้ เทคนิคการเล่นของผม และผมว่าเขาจะมีอนาคตที่สดใสกับทีมอย่างแน่นอน”

ตอนนี้เขาเป็นดาวรุ่งที่ทุกคนชื่นชม เป็นผู้ทำลายสถิติหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องการลงเล่นและทำประตู และยังได้รับโอกาสการลงสนามจากผู้จัดการทีม แต่ด้วยวัยเพียง 18 ปี เขายังมีเวลาพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะ สิ่งที่เขาทำมาตั้งแต่เด็กคือการพัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ แต่จากนี้ไปมันต่างกัน เพราะเขาถูกจับตามองจากคนทั่วโลก คำชื่นชมจะทำให้เขาหลงหรือไม่ และคำด่าทอในวันที่ฟอร์มตก จะทำร้ายเขาแค่ไหน ความกดดันจากความคาดหวังเขาจะแบกรับมันได้ดีเพียงใด ถ้าเขาผ่านสิ่งเหล่านี้ได้ และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เขาจะเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ได้ อย่างที่ทุกคนรอคอย…ชัวร์

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

แจ็ค ร็อดเวลล์ การกลับมาของอดีตดาวรุ่ง-ดาวร่วงแห่งเกาะอังกฤษ

เมื่อชีวิตของใครคนหนึ่งเจอกับข้อเสนอครั้งใหญ่ ทางเดินที่ถูกเสนอให้ก้าวเดิน ช่างสดใส เต็มไปด้วยชื่อเสียงเงินทอง โอกาสก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ในชีวิตนักฟุตบอล ได้เล่นท่ามกลางผู้เล่นระดับโลก และเขาคนนั้นพึ่งจะมีอายุเพียง 21 ปี มันคงเป็นเรื่องยากมากที่จะปฏิเสธโอกาสงาม ๆ แบบนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีซักกี่ครั้งในชีวิต

แจ็ค คริสเตียน ร็อดเวลล์ ครั้งหนึ่งเขาคือสุดยอดดาวรุ่ง เค้าคือความหวังใหม่ในแผงมิดฟิลด์ของทัพสิงโตคำราม ด้วยฟอร์มอันโดดเด่นของดาวรุ่งจากเอฟเวอร์ตัน แจ็คลงเล่นให้ทีมเยาวชน 18 ปีด้วยวัยเพียง 14 ปีลงเล่นชุดสำรอง ในวัย 15 ปี ก่อนจะแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่โดยที่ยังไม่เต็ม 18 ปีเต็มด้วยซ้ำ และก้าวขึ้นยึดตำแหน่งบนแผงมิดฟิลด์ให้กับทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินได้ แถมยังโดดเด่นจนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ด้วยซ้ำ

ด้วยความที่อายุยังน้อยและฟอร์มอันโดดเด่น ทำให้เขากลายเป็นแข้งเนื้อหอมทันที เพราะนอกจากจะอายุ ความสามารถ เขายังเป็นผู้เล่นสัญชาติอังกฤษ ไม่มีปัญหากับสถานะผู้เล่นต่างชาติ ทำให้ทีมใหญ่ต่างจ้องตาเป็นมัน แล้วสุดท้ายเอฟเวอร์ตันก็ไม่สามารถรั้งเขาไว้ในถิ่นกูดิสันปาร์คอีกต่อไป และเป็นทีมเงินถังอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคเริ่มสร้างทีม พวกเข้ากว้านซื้อสตาร์ดังเข้ามาร่วมทีมอย่างมากมาย และแจ็ค ร็อดเวลล์ ในวัย 21 ปีก็เป็นหนึ่งในนั้น

เขาก้าวเข้าร่วมทีมซิตี้ อย่างเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความฝัน โดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีฝันร้ายที่สุดในชีวิตของเขาตามมา เพราะที่ซิตี้เขาไม่ใช่ตัวหลัก ไม่แม้แต่จะมีการการันตีลงสนาม แถมยังต้องแย่งตำแหน่งจากผู้เล่นอย่าง แกเร็ธ แบร์รี่, ซาเมียร์ นาสรี่, ยาย่า ตูเร่ และดาบิด ซิลบา การแย่งตำแหน่งจากผู้เล่นเหล่านี้ว่ายากแล้ว เขายังประสบปัญหาบาดเจ็บอีก ทำให้ตลอด 2 ปีที่ซิตี้ เขาได้ลงสนามเพียงแค่ 16 นัดเท่านั้น สุดท้ายต้องยอมแพ้ ถอยไปตั้งหลักกับซันเดอร์แลนด์ แต่แล้วสถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิม เมื่อฤดูกาล 2016-2017 ทีมแมวดำตกชั้นลงไปเล่น เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซ้ำร้ายฤดูกาลต่อมา ซันเดอร์แลนด์ทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการตกจากแชมเปี้ยนชิพอีกด้วย ทำให้ร็อดเวลล์ต้องระเห็จไปอยู่กับแบล็กเบิร์น โรเวอร์  ด้วยสัญญา 1 ปี และเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเขาก็กลายเป็นผู้เล่นไร้สังกัด หลังแยกทางกับทีมกุหลาบไฟ

จากดาวรุ่งพรสวรรค์สูง ความหวังของเอฟเวอร์ตัน และทีมชาติอังกฤษ เสียงจากแฟน ๆ บางส่วนบอกว่า ถ้าวันนั้นเขาไม่เลือกเงินของซิตี้ วันนี้เขาอาจจะเป็นกัปตันของเอฟเวอร์ตัน และเป็นตัวหลักของทีมชาติ แต่ตอนนี้ด้วยวัยเพียง 28 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังพีคของผู้เล่นปกติ วันนี้ร็อดเวลล์ได้สัญญาจากทีมเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญาชั่วคราวเพียง 6 เดือนเท่านั้น แต่นี่คือโอกาสให้เขากลับมาสู้อีกครั้ง เขาต้องใช้เวลาสั้นของสัญญานี้ พิสูจน์ตัวเองให้ได้ เพื่อลบฝันร้ายของตัวเอง ตอนนี้เขาอายุ 28 ปี ยังไม่สายเกินไปนัก ถ้าเขาจะเรียกความฟิต และฟอร์มเก่งของเขากลับมาอีกครั้ง ด้วยตำแหน่งที่เขาเล่น ยังมีเวลาไขว่คว้าความสำเร็จอีก 5-6 ปี สบาย ๆ เลย

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ซาดิโอ มาเน่ จากผู้เล่นโอท็อปของบัมบาลี สู่ผู้เล่นยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกา

ซาดิโอ มาเน่ เกิดในบัมบาลี ชุมชนอิสลามเล็ก ๆ ที่ยากจนแห่งหนึ่งของเซเนกัล ครอบครัวของเขายากจนเกินกว่าจะส่งให้เขาได้เล่าเรียน แถมต้องให้เขาไปอาศัยอยู่กับลุงเพราะที่บ้านเขามีลูกหลายคน ในชีวิตของเขาจึงมีอยู่ไม่กี่อย่างให้ทำ คือการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ฟุตบอลข้างถนน และฟุตบอลพรีเมียร์ลีกรวมถึงทีมชาติทางโทรทัศน์

เขามีความสามารถด้านฟุตบอลเหนือกว่าเพื่อน ๆ แถวบ้าน แต่เขาก็ทำได้แค่เล่นข้างถนนไปแต่ละวัน จนปี 2002 เขาได้ดูทีมชาติเซเนกัลเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก ทำให้เขาเกิดความคิดว่าเขาน่าจะเอาดีในทางฟุตบอลได้เหมือนเหล่าฮีโร่ทีมชาติของเขา เขาจึงไปขอลุงที่เลี้ยงดูเขาเพื่อไปตามฝันทางฟุตบอลในเมืองหลวงของประเทศ

ทางครอบครัวของเขาต้องขายนู่นขายนี่ เพื่อเป็นค่าเดินทางให้กับมาเน่ แต่ก็ยังไม่พอ ชาวบ้านในชุมชนที่เห็นถึงความสามารถของเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงได้รวมเงินกันคนละนิดคนละหน่อยเพื่อเป็นค่าเดินทางให้มาเน่ เขาเข้าไปร่วมคัดตัวด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่น และรองเท้าที่สภาพแย่พอกัน จนโค้ชถามว่า ไอ้หนูนายจะลงคัดตัวด้วยเสื้อผ้าและรองเท้าชุดนี้เหรอ แต่มาเน่ก็ตอบเขาไปว่า ผมมาถึงที่นี่ด้วยทุกสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะหาได้ แล้วสุดท้ายเขาก็ทำให้โค้ชยอมรับเขาเข้าทีมอย่างไม่มีข้อกังขา เขาอยู่กับทีม 2 ปี ลงสนามไป 90 นัด และยิงไปถึง 131 ประตู จนจุดเปลี่ยนชีวิตของเข้ามาถึง เมื่อฟอร์มการถล่มประตูของเขาไปเข้าตาแมวมองจากสโมสร เม็ทซ์ ในลีกเอิงฝรั่งเศส และการเดินทางสู่ดวงดาวของเด็กชายจากบัมบาลีก็เริ่มขึ้น

เขาเริ่มต้นฟุตบอลอาชีพกับเม็ทซ์แบบเงียบ ๆ เงียบซะจนพ่อแม่ของเขาไม่เชื่อว่าลูกชายออกจากประเทศไปแล้ว เมื่อเม็ทซ์ตกชั้นเขาถูกขายต่อไปให้เรดบูล ซัลซ์บวร์ก ที่ซัลซ์บวร์กเขาระเบิดฟอร์มสุดยอดจนเตะตาทีมจากลีกใหญ่ โดยตอนนั้นทีมที่สนใจในตัวเขาคือ ดอร์ทมุนด์ของเจอร์เกน คล็อปป์ในสมัยนั้น กับเซาท์แธมตัน ด้วยการที่พรีเมียร์ลีกคือความฝันในวัยเยาว์ เขาจึงเลือกซบนักบุญ เขาลงเล่นในตำแหน่งปีกเป็นหลักแต่ก็ยิงไปถึง 21 ประตู จาก 67 นัด จนคล็อปป์ย้ายมากุมบังเหียนลิเวอร์พูล เขาก็จัดการกระชากมาเน่มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ แล้วเป็นกำลังหลักของทีมจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นกำลังหลักให้ทีมคว้าแชมป์ยุโรป รวมถึงสโมสรโลก และคงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้อย่างแน่นอน

จากฟอร์มการยิงระเบิดกับหงส์แดง ทำให้เจ้าตัวได้รับรางวัลส่วนตัวในปีนี้คือ ผู้เล่นยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกา ปี2019จากเด็กที่ทุกคนช่วยกันส่งค่ารถเพื่อเข้าเมืองในวันนั้น ทุกคนส่งให้เขาขึ้นมาเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของทวีป และเงินที่ทุกคนช่วยเขาในวันนั้น มันเปลี่ยนมาเป็น มัสยิด โรงเรียน โรงพยาบาล สนามกีฬา และอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อตอบแทนทุกคน และเพื่อให้เด็กที่บ้านเกิดของเขา จะเดินตามความฝันบนเส้นทางที่ไม่ลำบากเหมือนที่เขาเป็น

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ผีแดง ผีเข้า – ผีออก ทีมเก่งในอดีตที่ยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ คือทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่รายการนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก ในปี ค.ศ. 1992 ตลอดเวลา 27 ฤดูกาลแข่งขัน ปีศาจแดงได้แชมป์รายการนี้ถึง 13 สมัย โดยฝีมือของชายคนเดียว ชายที่มีชื่อว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่นับจากท่านเซอร์วางมือไป การตามหาผู้สืบทอด ที่จะเข้ามาสานต่อความสำเร็จนั้น ถึงตอนนี้ ก็ยังหาไม่เจอ

7 ฤดูกาลแล้วนับจากที่บรมกุนซือชาวสก็อตวางมือ ปีศาจแดงเปลี่ยนกุนซือมาแล้ว 4 คน รวมคนปัจจุบัน ทั้งคนที่ท่านเซอร์ เลือกให้มาสืบต่อตำแหน่งอย่าง เดวิด มอยส์ คนที่โดดเด่นจากทัวร์นาเมนท์ระดับชาติ อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล หรือคนที่โปรไฟล์สวยหรู การันตีมีแชมป์กับทุกทีมที่คุม อย่างโชเช่ มูรินโญ่ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ของทีมได้ จนต้องหันมามองคนเก่าคนแก่ คนที่เป็นตำนานสโมสรตอนเป็นนักเตะ ที่แฟน ๆ คุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง เจ้าของฉายา เพชฌฆาตหน้าทารก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

เหมือนจะเป็นคำตอบที่ใช่ หลังจากเข้ามารับงานรักษาการชั่วคราวต่อจากเดอะสเปเชียลวัน โซลชาปลุกทีมให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ฟอร์มการเล่นของผู้เล่นปีศาจแดงฟื้นกลับมาผิดหูผิดตา เล่นเกมรุกได้อย่างมีติ ทำประตูและเก็บชัยชนะได้เป็นกอบเป็นกำ รวมถึงการพลิกนรกกลับมาชนะปารีส แซงต์ แชร์กแมง พาทีมเข้ารอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ได้แบบเหนือความคาดหมาย จนทำให้เจ้าตัวได้รับสัญญาคุมทีมถาวร แต่นับจากที่ได้สัญญา ฟอร์มของทีมก็กลับมาลุ่ม ๆ ดอน ๆ อีกครั้ง อาจเป็นด้วยเรื่องของความเชื่อมั่นที่นักเตะปีศาจแดงมีต่อตัวเขา หรืออย่างไร จนมีหลายกระแสออกมาวิจารณ์ว่า บอร์ดบริหารตัดสินใจให้สัญญากับโซลชาเร็วเกินไป จนส่งผลกระทบกับสภาพจิตใจของผู้เล่น

ฤดูกาลนี้โซลชาสร้างทีมด้วยผู้เล่นพลังหนุ่มเป็นหลัก ผสมผสานผู้เล่นที่มีอยู่เดิม และผลักดันเด็กปั้นจากอคาเดมี่ของสโมสรขึ้นมารวมถึงเด็กหนุ่มที่ซื้อตัวมาอย่าง แดเนี่ยล เจมส์ (22ปี) กับแฮร์รี่ แม็กไกวร์ (26ปี) และ อารอน วาน-บิสซากา (22ปี) ทีมพลังหนุ่มของโซลชานับว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เด็กเหล่านี้ยังขาดอยู่ คือความคงเส้นคงวา เกมไหนเล่นด็ดีใจหาย วันไหนฟอร์มหลุดก็พร้อมจะแพ้ได้ทุกทีม จนตอนนี้อันดับของทีมวนเวียนอยู่ในช่วงอันดับ 5-8 เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าความคาดหวังของแฟนบอลและบอร์ดบริหารของ ยูไนเต็ด ไม่ได้อยู่บริเวณนั้นของตารางแน่ ๆ และนั่นคือโจทย์ใหญ่ของโซลชาและลูกทีม

การสร้างทีมให้แข็งแกร่งได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหาต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด ทั้งในและนอกสนาม รวมถึงอาการบาดเจ็บของผู้เล่นอย่าง ปอล ป็อกบา ที่พักยาว รวมถึงคนอื่น ๆ ที่วนเวียนกันไปพบแพทย์บ้าง ย่อมส่งผลกระทบต่อทีม โซลชาต้องการเวลาในการขัดเกลาเด็ก ๆ เหล่านี้ ให้แข็งแกร่งเพียงพอที่จะเป็นผู้ชนะ แต่คำถามคือบอร์ดบริหารจะมีเวลาให้เขามากแค่ไหน เพราะถ้าผีแดง ยังเล่นแบบ ผีเข้า-ผีออก แบบนี้ กลัวว่าน้าโอเล่แกจะได้ออกก่อนเวลาอันควรนี่สิ ยังไงก็ขอเอาใจช่วยน้านะ

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

คล็อปป์ ผู้ขับเคลื่อนคน 11 คนไปข้างหน้า ให้หลายล้านคนนับเวลาถอยหลัง

29 ปีเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร ถ้าหากเป็นชีวิตของคนคนนึง ก็กำลังจะแตะเลข 3 เข้าสู่วัยกลางคน ไม่น่าเชื่อว่า ช่วงเวลาดังกล่าวของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น ช่วงเวลา 29 ปีนี้ คือช่วงเวลาที่ยอดทีมอย่างหงส์แดง ลิเวอร์พูล ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ และช่วงเวลาดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลง ด้วยฝีมือของชายที่มีชื่อว่า “เจอร์เกน คล็อปป์”

เจอร์เกน คล็อปป์ กุนซือวัย 52 ปี ชาวเยอรมันเข้ามารับตำแหน่งในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อปี 2015 แทนที่ของ แบรนดัน ร็อดเจอร์ กุนซือคนเก่าที่พาทีมไปไม่ถึงฝั่งฝัน จากทีมที่ร็อดเจอร์ที่ไว้ให้เป็นมรดก คล็อปป์เข้ามาเปลี่ยนแปลงใหม่ ใส่สไตล์การเล่นหรือแท็กติกที่ดุดันตามแนวทางของตน ค่อย ๆ ขัดเกลาและเติมเต็มในส่วนที่ขาด ด้วยเวลาเพียง 4 ฤดูกาล คล็อปป์ ใช้ความรู้ความสามารถ และสายตาที่เฉียบคมในการมองหานักเตะ และเค้นศักยภาพของผู้เล่นเหล่านั้นออกมา สร้างทีมหงส์แดงให้แข็งแกร่งทุกขุมกำลังกลับมาเป็นพญาหงส์ ที่สยายปีกโบยบินอย่างสง่างาม และมีรางวัลการันตีความสำเร็จด้วยถ้วยบิ๊กเอียร์ หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก 1 สมัย และสด ๆ ร้อน ๆ กับถ้วยแชมป์สโมสรโลกอีกหนึ่งใบ

เหลืออีกเพียงถ้วยเดียว ถ้วยที่แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก รอคอยมายาวนานถึง 29 ปี ถ้วยแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และด้วยฟอร์มการเล่นของทีมหงส์แดงเวลานี้ ถือว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะมีใครมาขวางทางพวกเขาจากความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเหลือโปรแกรมการแข่งขันอีกเกือบครึ่งทาง และยังเหลือเวลาสำหรับทีมที่ไล่ตามอีกพอสมควร แต่เชื่อว่าแฟนบอลลิเวอร์พูลในตอนนี้ แทบจะอดใจติดตามเชียร์ทีมรักในนัดต่อ ๆ ไปไม่ไหวแล้ว เพราะในช่วงเวลาที่ฟอร์มของทีมร้อนแรงเช่นนี้ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใครหน้าไหนก็ไม่กลัวทั้งนั้น พวกเขาพร้อมจะผ่านทุกทีม เพื่อขึ้นไปสู่จุดหมายที่รอคอย และหลังจากผ่านการแข่งขันมาถึงครึ่งทาง ยังไม่มีทีท่าว่าคล็อปป์และลูกทีม จะออกอาการแผ่วแต่อย่างใด ยังรักษาตำแหน่งผู้นำบนหัวตาราง พร้อมรักษาสถิติไร้พ่าย ถ้าจะหาคำจำกัดความ ให้กับทีมหงส์แดงในตอนนี้ คงต้องบอกว่าทีมของคล็อปป์ในตอนนี้ “นิ่ง แข็งแกร่ง และดุดัน”

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เหลือเวลาในการแข่งขันอีกราว ๆ 4 เดือน เหล่าขุนพลหงส์แดง ณ เวลานี้พร้อมจะออกไล่ล่าเก็บชัยชนะด้วยความฮึกเหิม และไล่บดขยี้คู่แข่งตามบัญชาของกุนซือ และเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลกต่างนับถอยหลัง ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาฝันร้ายอันยาวนาน และนั้นคือภารกิจ ของชายที่ชื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายที่ยืนอยู่กลางความคาดหวังของทุกคน ชายที่จะต้องบัญชาการให้ 11 คนในสนาม พุ่งทะยานไปข้างหน้า เพื่อให้คนหลายล้านคนนับถอยหลัง เพื่อพ้นช่วงเวลาของฝันร้ายอันยาวนาน