Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อลัน เชียร์เรอร์ เพชฌฆาตเบอร์ 1 ตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก

ทุกครั้งที่มีการจัดทีมยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีกไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด “อลัน เชียร์เรอร์” ก็ต้องติดโผมีชื่อเป็นศูนย์หน้าประจำทีมนั้นด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นนักเตะระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยังเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 260 ประตู ที่อยู่ยงคงกระพันมาเกือบ 20 ปี

หากจะยกให้เชียร์เรอร์เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกก็คงไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะเขาคือนักเตะที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถที่กองหน้าระดับโลกพึงมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ความแข็งแกร่งของร่างกาย, สัญชาตญาณในการเข้าฮอส, ความเฉียดคมในการยิงประตูไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล, การโหม่งทำประตู, การเปิดบอลที่แม่นยำทั้งลูกเซตเพลย์และโอเพ่นเพลย์ รวมไปถึงเบสิคพื้นฐานอย่างการจับบอลและการเลี้ยงบอล จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยิงประตูอย่างถล่มทลายในศึกพรีเมียร์ลีกถึง 112 ประตู ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีที่เล่นให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จนทำให้ทีมระดับกลางอย่างทีมกุหลาบไฟ สามารถแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในซีซั่น 1994-95 จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และเป็นนักเตะคนแรกที่ครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

เชียร์เรอร์ได้สร้างสถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไว้มากมาย โดยสถิตินั้นก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงแฮตทริกมากที่สุด 11 ครั้ง, ยิงประตูจากจุดโทษมากที่สุด 56 ประตู, ยิงประตูในกรอบเขตโทษมากที่สุด 227 ประตู และยิงประตูในแมตช์เดียวมากที่สุด 5 ประตู จนได้รับสมญานามว่า “ฮอตช็อต” น่าเสียดายที่ฝีเท้าระดับดาวซัลโวทีมชาติอังกฤษกลับได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะเขาปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 2 ครั้ง แล้วเลือกย้ายไปเล่นให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมบ้านเกิดที่ตามเชียร์มาตั้งแต่วัยเด็กแทน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่หาได้ยากยิ่งจากนักเตะยุคปัจจุบัน

หลังจบศึกฟุตบอลยูโร 96 กัปตันทีมชาติอังกฤษย้ายไปร่วมทีมสาลิกาด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในสมัยนั้น และไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลยจนกระทั้งแขวนสตั๊ด โดยยิงประตูในลีกเพิ่มได้อีก 148 ประตู ตลอดระยะเวลา 10 ปีภายใต้ยูนิฟอร์มแม็กพายส์ หากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งในช่วงท้ายอาชีพ เขาคงยิงประตูรวมแตะหลัก 300 ไปแล้ว

เชียร์เรอร์ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 2005-06 หลังจากนั้น 3 ปี เขาก็จะกลับมาช่วยนิวคาสเซิลที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นในฐานะกุนซือชั่วคราว แทนโจ คินเนียร์ ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ แม้จะพยายามอย่างหนัก แต่ด้วยศักยภาพของทีมอันอ่อนด้อยจึงไม่อาจช่วยให้สาลิกาดงพลิกสถานการณ์อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ หลังจากนั้นมาเชียร์เรอร์ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานผู้จัดการทีมอีกเลย โดยหันไปเอาดีในการเป็นกูรูฟุตบอลทางสถานีโทรทัศน์จนถึงปัจจุบัน