Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

คาร์โล อันเชลอตติ ผู้จัดการทีมคนแรกที่ได้รับใบแดงในศึกพรีเมียร์ลีก

กฎใหม่ที่พรีเมียร์ลีกประกาศเริ่มใช้ในฤดูกาล 2019-20 นี้ นอกจากการนำเทคโนโลยี VAR มาช่วยในการตัดสิน, ปรับการแฮนด์บอลของผู้เล่นฝ่ายบุก และปรับเวลาเบรกหนีหนาวแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปคือ การให้สิทธิ์ผู้ตัดสินสามารถแจกใบเหลืองและใบแดงให้กับผู้จัดการทีมได้ เพื่อเป็นการป้องปรามเหล่ากุนซือหัวร้อนที่ชอบระบายโทสะเมื่อได้รับคำตัดสินที่ไม่ถูกใจ แต่ใครจะคาดคิดว่าผู้จัดการทีมคนแรกที่ได้รับใบแดงจากผู้ตัดสินจะกลายเป็นกุนซืออาวุโสอย่าง “คาร์โล อันเชลอตติ”

ก่อนหน้านี้สมาคมฟุตบอลอังกฤษกำหนดให้ผู้ตัดสินสามารถแจกใบเหลืองและใบแดงกับผู้จัดการทีมจอมโวยวายได้เฉพาะในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ และลีกคัพเท่านั้น ในขณะที่ศึกพรีเมียร์ลีกจะใช้การตักเตือนแทน โดยกำหนดว่าหากผู้จัดการทีมคนไหนถูกเตือนครบ 4 ครั้ง จะถูกแบนห้ามคุมทีมข้างสนาม 1 นัด, หากถูกเตือนครบ 8 ครั้ง จะถูกแบบอีก 2 นัด, หากถูกเตือนถึง 12 ครั้ง จะถูกแบนเป็น 3 นัด และหากถูกตักเตือน 16 ครั้ง จะมีโทษปรับเพิ่มขึ้นมาด้วย

ด้วยกฎการเตือนที่ไม่รุนแรงนี่เอง ทำให้ยังเห็นผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกออกแอคชั่นโวยวายใส่ผู้ตัดสินอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะกุนซือหัวร้อนจากทีมใหญ่อย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์, โชเซ่ มูรินโญ่ และเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จนนำมาสู่การปรับเปลี่ยนกฎใหม่ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

อาการหัวเสียอย่างหนักของอันเชลอตติ เกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บระหว่างที่เอฟเวอร์ตันกำลังเสมอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 อยู่นั้น โดมินิค คัลเวิร์ท-เลวิน ยิงบอลไปแฉลบ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป แต่เนื่องจากมีจังหวะที่ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน ซึ่งล้มนั่งอยู่หน้าประตูได้ชักเท้าหลบก่อนที่บอลจะข้ามเส้นประตูไป ผู้ตัดสินคริส คาวานาห์ ทำการตรวจสอบ VAR ก่อนจะตัดสินให้จังหวะดังกล่าวเป็นการล้ำหน้า และริบประตูคืนจากเอฟเวอร์ตัน สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่กุนซือชาวอิตาลีถึงขนาดที่ผู้ช่วยอย่างดันแคน เฟอร์กูสัน ต้องรีบเข้ามาห้ามปราม

หลังจบเกมการแข่งขันระหว่างที่คาวานาห์และทีมงานผู้ตัดสินกำลังยืนจับมือกับผู้เล่นทั้งสองทีมอยู่ อันเชลอตติก็ตรงปรี่เข้าไปหาด้วยอารมณ์ที่ยังครุกรุ่นอยู่ โดยโวยวายใส่ผู้ตัดสินและผู้กำกับเส้นอยู่พักใหญ่ แม้ผู้ตัดสินจะพูดปรามแล้วแต่กุนซือแดนมักกะโรนีกลับไม่ยอมหยุด จนคาวานาห์ต้องควักใบแดงพร้อมชี้นิ้วให้เขาออกจากสนามทันที

อันเชลอตติเปิดใจหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เขาไม่ได้ไม่ให้ความเคารพต่อผู้ตัดสิน และแค่ต้องการขอคำอธิบายต่อคำตัดสินที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมเท่านั้น แต่ผู้ตัดสินเข้าใจผิดจนนำมาสู่การไล่เขาออก โดยกุนซืออิตาลีมองว่าแม้ซิกูร์ดส์สันจะอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แต่ปีกชาวไอซ์แลนด์ไม่ได้สัมผัสถูกบอล และไม่ได้มีผลต่อการมองเห็นของดาบิด เด เคอา จังหวะนั้นจึงไม่ควรเป็นการล้ำหน้า

อย่างไรก็ตามสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็ได้ประกาศตั้งข้อหาประพฤติผิดกฎข้อ E3 แก่อันเชลอตติ โดยระบุว่ากุนซือเอฟเวอร์ตันมีพฤติกรรมและใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับผู้ตัดสิน โดยให้โอกาสรับทราบข้อกล่าวหาก่อนจะมีบทลงโทษต่อไป

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ยาน คูโต้ แบ็กขวาคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของฉายา “นิวอัลเวส”

แม้จะยังไม่จบฤดูกาล 2019-20 แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ประกาศคว้าตัว “ยาน คูโต้” ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว กองหลังชาวบราซิลเซ็นสัญญายาว 5 ปีและจะเดินทางมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ หลังจากหมดสัญญากับกอริติบ้า ทีมเก่าแก่ของลีกบราซิล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของทีมเรือใบสีฟ้าเหนือทีมยักษ์ของยุโรปทั้งบาร์เซโลน่า, อาร์เซน่อล และอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ให้ความสนใจแบ็กขวาดาวรุ่งรายนี้อยู่เช่นกัน

ยาน คูโต้ เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2002 เขาเริ่มต้นจากการเล่นฟุตซอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้รับเทคนิคติดตัวมากมาย ก่อนจะเข้าเป็นนักเตะเยาวชนของกอริติบ้าเมื่ออายุได้ 10 ขวบ แม้จะยังไม่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของกอริติบ้า แต่เขาก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป ถึงขนาดที่เดอะการ์เดียน สำนักข่าวชื่อดังยกย่องให้เป็น 1 ใน 60 นักเตะแห่งอนาคตของวงการฟุตบอลร่วมกับ อันซู ฟาติ กองหน้าดาวโรจน์ของบาร์เซโลน่า, อันดรี้ กุ๊ดยอห์นเซ่น ลูกชายของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ตำนานกองหน้าทีมชาติไอซ์แลนด์ และลูเซียง อากูเม่ มิดฟิลด์ฝรั่งเศส เจ้าของฉายานิวป็อกบา ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลาน

แบ็กขวาวัย 17 ปี เป็นนักเตะฟูลแบ็กที่มีความเร็วจัดจ้าน จนได้รับฉายาว่า “เดอะแฟลช” แม้จะไม่ใช่นักเตะที่มีความสูงและแข็งแกร่ง แต่ก็สามารถเล่นเกมรับได้ดี แถมยังมีจุดเด่นในเรื่องการเติมเกมบุกและการจ่ายบอลที่แม่นยำ โดยในการลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิล ในศึกฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสทำประตูได้ถึง 10 ครั้ง มากกว่านักเตะกองหลังทุกคน และเก็บมาได้ 2 แอสซิสต์จากการลงสนาม 5 เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติเม็กซิโก คูโต้เป็นคนเปิดบอลโค้งให้เพื่อนวอลเล่ย์ประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้ทีมแซมบ้าเป็นแชมป์โลกอีกสมัย ด้วยความเร็วและการสายตาที่แหลมคมในการผ่านบอลให้เพื่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกยกย่องให้เป็น “นิวอัลเวส” โดยอดีตแบ็กขวาบราซิลยังถือเป็นหนึ่งในนักเตะฮีโร่ของคูโต้ ร่วมกับอาเดรียโน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกด้วย

ฤดูกาลหน้า คูโต้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะบราซิลในทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต่อจากกาเบรียล เฆซุส, เอแดร์สัน และแฟร์นานดินโญ่ โดยเขาจะต้องแย่งชิงตำแหน่งแบ็กขวากับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และชูเอา คันเซโล่ ซึ่งแบ็กจอมบุกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าชื่นชอบการแข่งขันภายในทีม เพราะจะช่วยพัฒนาฝีเท้าให้สูงขึ้น และเมื่อเดินทางมาถึงเกาะอังกฤษเขาจะได้พิสูจน์คำพูดของตัวเองที่ว่า “จะไม่หยุดทำงานอย่างหนัก เพราะแค่พรสวรรค์ไม่อาจพาไปถึงความสำเร็จได้”

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อลัน เชียร์เรอร์ เพชฌฆาตเบอร์ 1 ตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก

ทุกครั้งที่มีการจัดทีมยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีกไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด “อลัน เชียร์เรอร์” ก็ต้องติดโผมีชื่อเป็นศูนย์หน้าประจำทีมนั้นด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นนักเตะระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยังเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 260 ประตู ที่อยู่ยงคงกระพันมาเกือบ 20 ปี

หากจะยกให้เชียร์เรอร์เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกก็คงไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะเขาคือนักเตะที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถที่กองหน้าระดับโลกพึงมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ความแข็งแกร่งของร่างกาย, สัญชาตญาณในการเข้าฮอส, ความเฉียดคมในการยิงประตูไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล, การโหม่งทำประตู, การเปิดบอลที่แม่นยำทั้งลูกเซตเพลย์และโอเพ่นเพลย์ รวมไปถึงเบสิคพื้นฐานอย่างการจับบอลและการเลี้ยงบอล จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยิงประตูอย่างถล่มทลายในศึกพรีเมียร์ลีกถึง 112 ประตู ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีที่เล่นให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จนทำให้ทีมระดับกลางอย่างทีมกุหลาบไฟ สามารถแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในซีซั่น 1994-95 จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และเป็นนักเตะคนแรกที่ครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

เชียร์เรอร์ได้สร้างสถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไว้มากมาย โดยสถิตินั้นก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงแฮตทริกมากที่สุด 11 ครั้ง, ยิงประตูจากจุดโทษมากที่สุด 56 ประตู, ยิงประตูในกรอบเขตโทษมากที่สุด 227 ประตู และยิงประตูในแมตช์เดียวมากที่สุด 5 ประตู จนได้รับสมญานามว่า “ฮอตช็อต” น่าเสียดายที่ฝีเท้าระดับดาวซัลโวทีมชาติอังกฤษกลับได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะเขาปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 2 ครั้ง แล้วเลือกย้ายไปเล่นให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมบ้านเกิดที่ตามเชียร์มาตั้งแต่วัยเด็กแทน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่หาได้ยากยิ่งจากนักเตะยุคปัจจุบัน

หลังจบศึกฟุตบอลยูโร 96 กัปตันทีมชาติอังกฤษย้ายไปร่วมทีมสาลิกาด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในสมัยนั้น และไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลยจนกระทั้งแขวนสตั๊ด โดยยิงประตูในลีกเพิ่มได้อีก 148 ประตู ตลอดระยะเวลา 10 ปีภายใต้ยูนิฟอร์มแม็กพายส์ หากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งในช่วงท้ายอาชีพ เขาคงยิงประตูรวมแตะหลัก 300 ไปแล้ว

เชียร์เรอร์ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 2005-06 หลังจากนั้น 3 ปี เขาก็จะกลับมาช่วยนิวคาสเซิลที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นในฐานะกุนซือชั่วคราว แทนโจ คินเนียร์ ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ แม้จะพยายามอย่างหนัก แต่ด้วยศักยภาพของทีมอันอ่อนด้อยจึงไม่อาจช่วยให้สาลิกาดงพลิกสถานการณ์อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ หลังจากนั้นมาเชียร์เรอร์ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานผู้จัดการทีมอีกเลย โดยหันไปเอาดีในการเป็นกูรูฟุตบอลทางสถานีโทรทัศน์จนถึงปัจจุบัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

บรูโน่ เฟอร์นานเดส นักเตะสายซัพ แจกบัฟไม่อั้น

การย้ายมาร่วมทีมของ บรูโน่ เฟอร์นานเดส ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นเกมบุกได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีปัญหาทุกครั้งเวลาเจอกับทีมที่เน้นตั้งรับ แถมบางนัดยังไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งเข้าไปยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว ทำให้นักเตะระดับตำนานปีศาจแดงอย่าง พอล สโคลส์ ถึงกับออกปากชมนักเตะรุ่นน้องที่เลือกใช้หมายเลขเสื้อเดียวกันว่า บรูโน่ คือ คนที่นำความมีชีวิตชีวากลับสู่ทีมปีศาจแดง

ในช่วงที่เล่นอยู่กับสปอร์ตติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่ปี 2017 บรูโน่ได้สร้างสถิติอันยอดเยี่ยมไว้มากมายทั้งในเรื่องการยิงประตู การจ่ายบอล และการสร้างสรรค์โอกาส แต่ด้วยความต่างชั้นระหว่างลีกโปรตุเกสกับลีกอังกฤษ ทำให้เขาถูกปรามาสตั้งแต่ยังไม่ได้ลงสนามว่าอาจจะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่เคยทำได้ในโปรตุเกส แต่ทันทีที่สวมเครื่องแบบปีศาจแดงบรูโน่ก็แสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่าเขาคือของจริง โดยมีตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทั้ง 4 เกมแรกเป็นเครื่องการันตี แม้แต่เกมที่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามก่อนหมดเวลาเพียง 10 นาที เขาก็ยังสามารถโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน จนได้รับการโหวตจากแฟนบอลปีศาจแดงอย่างท่วมท้นให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์

หลังจากลงเล่นเป็นตัวจริง 5 นัด กับตัวสำรองอีก 1 นัด บรูโน่ยิงไปแล้ว 3 ประตู กับอีก 2 แอสซิส โดยเฉพาะลูกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษในเกมที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน นับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปนานจากจอมทัพปีศาจแดงคนอื่นที่ลงสนามก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรียส เปเรร่า หรือแม้แต่ฮวน มาต้า ซึ่งลูกยิงไกลอันหนักหน่วงนี้ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของแนวรุกทีมชาติโปรตุเกสมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดเด่นของบรูโน่ คือการเป็นนักเตะที่เล่นบอลง่าย จ่ายบอลแม่นยำ มีสายตาที่ว่องไวและการตัดสินใจในการจ่ายบอลที่ดี ด้วยสไตล์การเล่นของบรูโร่ตลอดหลายนัดที่ผ่านมาไม่เพียงแค่ช่วยให้ตัวเองมีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพื่อนรอบข้างยกระดับฝีเท้าและฟอร์มการเล่นให้ดีขึ้นตามไปด้วย ประหนึ่งเป็นฮีโร่สายซัพที่คอยแจกบัฟให้เพื่อนร่วมทีมอย่างไรอย่างนั้นซ้ำ ๆ

ที่ผ่านมา โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา มักเลือกใช้ระบบ 4-3-3 เป็นรูปแบบการเล่นหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การมาของบรูโน่จึงช่วยตอบโจทย์ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหรือผู้เล่นหมายเลข 10 ที่กุนซือชาวนอร์เวย์ตามหามาตลอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่มิดฟิลด์คู่กลาง สก็อต แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด ก็เล่นร่วมกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหาก พอล ป็อกบา หายเจ็บกลับมากุนซือซูเปอร์ซัพจะส่งมิดฟิลด์แชมป์โลกลงเล่นในตำแหน่งไหน และเมื่อบรูโน่กับป็อกบาได้ประสานงานร่วมกันในสนาม แนวรุกปีศาจแดงจะทรงประสิทธิภาพขนาดไหนกัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ยกระดับเป็นพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1992 ลีกฟุตบอลแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสุดยอดดาวยิงระดับพระกาฬที่พร้อมไล่ล่าตาข่ายให้กับต้นสังกัด เหล่าแฟนบอลจึงมีโอกาสได้รับชมการทำประตูอย่างถล่มทลายในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะการทำแฮตทริกที่ไม่เคยขาดหายไปแม้แต่ฤดูกาลเดียว และนี่คือ 5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

                5. แอนดี้ โคล: ใช้เวลา 30 นาที

การยิงแฮตทริกอย่างรวดเร็วของแอนดี้ โคล เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขายังเล่นอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 ในเกมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล โดยศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยิงผ่านมือบรูซ กร็อบเบลาร์ ในนาทีที่ 4, 15 และ 30 ซึ่งมาจากจังหวะสัมผัสบอล 3 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 3 ประตู ช่วยให้สาลิกาดงเก็บ 3 คะแนนเต็ม

                4. เอียน มาร์แชลล์: ใช้เวลา 27 นาที

ในเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังดวลกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อปี 1997 ทีมแกะเขาเหล็กเป็นฝ่ายยิงขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนที่ศูนย์หน้าร่างยักษ์ของทีมจิ้งจอกจะมายิงคืนทีเดียว 3 ประตู จากลูกวอลเลย์ในนาทีที่ 7, แปบอลโล่ง ๆ จากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูในนาทีที่ 24 และตวัดยิงด้วยเท้าซ้ายในนาทีที่ 27 ช่วยให้เจ้าถิ่นพลิกกลับมาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2

                3. เจอร์เมน เพนแนนท์: ใช้เวลา 26 นาที

ในช่วงที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของอาร์เซน่อล เมื่อเจอร์เมน เพนแนนท์ ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่พบกับเซาแธมป์ตัน เมื่อปี 2003 เขาก็สามารถทำแฮตทริกได้ทันที โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 15 จากการจ่ายของจิโอวานนี่ ฟาน บรองฮอร์สต์ ก่อนที่อีก 3 นาทีต่อมาจะได้โอกาสโหม่งซ้ำลูกยิงของเธียร์รี่ อองรี เป็นประตูที่ 2 จากนั้นก็ยิงด้วยขวาเสียบข้างตาข่ายในนาทีที่ 26 ซึ่งในเกมนี้ โรแบร์ ปิแรส ก็เป็นอีกคนที่ทำแฮตทริกได้ในครึ่งหลัง ทำให้ทีมปืนใหญ่ชนะไปขาดลอย 6-1

                2. ดไวท์ ยอร์ค: ใช้เวลา 22 นาที

ในปี 2001 ระหว่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซน่อลกำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันอยู่ ทั้งคู่ก็ได้โคจรมาเจอกันช่วงท้ายฤดูกาล แล้วก็เป็น ดไวท์ ยอร์ค ที่ยิงรวดเดียว 3 ประตู จากการชาร์จจ่อ ๆ ในนาทีที่ 3 ก่อนจะหลุดเดียวเข้าไปยิงสวนตัวผู้รักษาประตูในนาทีที่ 18 ปิดท้ายเดียวการเลี้ยงหนีกองหลังปืนใหญ่แล้วยิงเสียบมุม ในนาทีที่ 22 จนในที่สุดปีศาจแดงก็เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญไปท่วมท้น 6-1 และทำคะแนนทิ้งห่างเป็น 16 แต้ม

                1. ซาดิโอ มาเน่: ใช้เวลา 16 นาที

หลังจากดไวท์ ยอร์คครองตำแหน่งผู้ยิงแฮตทริกเร็วที่สุดมาเป็นเวลา 14 ปี ซาดิโอ มาเน่ ก็เป็นผู้ทำลายสถิติลงได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2015 ในนัดรองสุดท้ายที่พบกับแอสตัน วิลล่า โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 13 จากการตามซ้ำลูกยิงของตัวเองเข้าประตูไป หลังจากนั้นเพียงนาทีเดียวจากจังหวะที่ เชน ลอง ยิงไปติดตัวผู้รักษาประตูจนบอลกระดอนออกมา เขาก็ใช้ความเร็ววิ่งถึงบอลได้ก่อนกองหลังสิงห์ผงาดและแปบอลตุงตาข่าย ก่อนที่ปีกเซเนกัลจะยิงไกลจากบริเวณหัวกะโหลกในนาทีที่ 16 เป็นแฮตทริกแรกของเขาในศึกพรีเมียร์ลีก และเป็นเจ้าของสถิติยิงแฮตทริกเร็วที่สุดคนใหม่

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

มิเกล อาร์เตต้า แม่ทัพคนใหม่ กับทหารปืนใหญ่แตกทัพ

ณ ช่วงเวลานี้สำหรับสโมสรฟุตบอลอาร์เซน่อล หรือไอ้ปืนใหญ่ จะเรียกว่าช่วงเวลาวิกฤตที่สุดก็คงไม่ผิด เพราะทีมประสบกับปัญหาต่าง ๆ รุมเร้าเข้ามาทั้งในและนอกสนาม สไตล์การเล่นลื่นไหลสวยงามที่ชินตาเริ่มหายไป ขาดผู้นำที่จะพึ่งพาได้ สปิริตของผู้เล่นหดหาย ทั้งยังลุกลามไปกระทบกระทั่งกับแฟนบอลอีก จนเกิดวิกฤตศรัทธาจากแฟนบอลที่หนุนหลังพวกเขา สภาพของขุนพลปืนใหญ่ในเวลานี้ แทบไม่ต่างอะไรกับทัพทหารที่โดนตีแตกพ่าย ตั้งไม่เป็นกระบวน

หลังจากบอร์ดบริหารไม่สามารถทนกับสภาพย่ำแย่ของสโมสรได้ จนมีคำสั่งปลดกุนซือ อูไน เอเมอรี่ พ้นจากตำแหน่งไป และมีการแต่งตั้งอดีตผู้เล่นระดับตำนานอของทีมอย่าง เฟดริค ลุงเบิร์ก ขึ้นมาเป็นกุนซือขัดตาทัพ แต่ผลงานก็ไม่มีอะไรดีขึ้น โดยลุงเบิร์กคุมทีมได้เพียงแค่ 5 นัด ชนะ 1 นัด เสมอและแพ้อย่างละ 2 นัด สุดท้ายหวยเลยมาออกที่อดีตผู้เล่นอีกคนอย่าง มิเกล อาร์เตต้า

หลังข่าวการแต่งตั้งอาร์เตต้าเข้ามาคุมทีม เกิดคำถามตามมาว่าเหตุใดทางบอร์ดบริหารถึงเลือกให้อดีตผู้เล่นรายนี้เข้ามาแก้ปัญหาที่กองเป็นภูเขาขนาดนี้ของทีม เพราะถึงแม้ว่าตอนเป็นผู้เล่น การเล่นที่อาร์เซน่อลเป็นสโมสรที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในอาชีพนักฟุตบอล เคยได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม และเป็นที่รักของแฟน ๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าในด้านประสบการณ์การคุมทีมนั้น แทบจะนับได้ว่า อาร์เตต้ามีประสบการณ์ในฐานะผู้จัดการทีมเป็นศูนย์เลยทีเดียว และยังมี    คาร์โล อันเชล็อตติอีกคนที่ว่างและประสบการณ์มากกว่าเขา ทำให้แฟน ๆ เกิดคำถามว่าเพราะค่าเหนื่อยที่ถูกกว่าของอาร์เตต้าหรือเปล่า ที่ทำให้บอร์ดจอมเขี้ยวเลือกอาร์เตต้า ที่มีประสบการณ์เป็นเพียงแค่ผู้ช่วยผู้จัดการทีมให้แก่ เป็ป กวาดิโอล่า ที่แมนซิตี้เท่านั้น

แต่ถ้ามองแบบไม่มีอคติกับบอร์ดบริหารอาร์เซน่อล และมองมาที่ตัวของ มิเกล อาร์เตต้า เขาเองก็มีดีอยู่ในตัวเองเช่นกัน เขาได้ผ่านการฝึกวิชาช่วงหนึ่งจากลามาเซีย และสมัยเป็นผู้เล่นเขาคือผู้เล่นในสไตล์มันสมอง และเป็นผู้นำของทีม คุ้นเคยกับแท็กติกของอาร์เซนอล ที่ถ่ายทอดโดยตรงจากการเล่นให้กับทีมในยุค อาร์แซน เวนเกอร์ เขามีความรู้ในด้านฟุตบอลสูง และตอนแขวนสตั๊ดใหม่ ทั้งเป็ปและโปเซ็ทติโน่ต่างต้องการเขาไปช่วยงานแปลว่าโค้ชเก่ง ๆ ทั้งสองคนมองเห็นในสิ่งที่อาร์เตต้ามี แต่เขาเลือกที่จะไปช่วย เป็ป ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเขานำสิ่งที่เขามีมาปรับใช้ช่วยงานเป็ปได้เป็นอย่างดี และอาร์แซน เวนเกอร์ ได้คอนเฟิร์มในตัวศิษย์เก่าคนนี้ว่า “อาร์เซน่อล โชคดีที่ได้อาร์เตต้า มาคุมทีมในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเขาเข้าใจในตัวสโมสร และมีจิตวิญญาณความเป็นอาร์เซน่อลอยู่ในตัว”

มีการเปิดเผยว่าในช่วงเวลาที่ทีมต้องแยกทางกับอาร์แซน เวนเกอร์นั้น มิเกล อาร์เตต้าคือผู้ที่นำเสนอแนวทางการทำทีมอาร์เซน่อลต่อได้ดีที่สุด เพียงแต่วันนั้นเขาไม่ได้งานเพียงเพราะคำว่า “ไร้ประสบการณ์” วันนี้ควรจะลืมคำนี้ไปก่อน แล้วเฝ้ามองดูอาร์เตต้า สะสมประสบการณ์ และรวบรวมเหล่าทหารปืนใหญ่แตกทัพเหล่านี้ กับมาเป็นปืนใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างอีกครั้ง และที่สำคัญประสบการณ์นัดแรกในอาชีพของเขา คือชัยชนะเหนือทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยที่เดียว นับว่าเป็นการเปิดตัวในฝันเลยก็ว่าได้ ที่เหลือคงต้องติดตามต่อไป

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เบรนดัน ร็อดเจอร์ ผู้ปลุกความหวังครั้งใหม่ ในรังจิ้งจอกสยาม

เขาคือผู้สร้างฟุตบอลที่ลื่นไหลสวยงาม เขาคือผู้สร้างให้ทีมอย่างสวอนซี ได้รับฉายาว่า “สวอนซีโลน่า” เขาคือผู้ที่เกือบจะพาให้หงส์แดง ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็แค่เกือบ และหลังจากความผิดหวังครั้งนั้น เขาหลบไปรักษาแผลใจและฝึกฝีมือเพิ่มเติม พร้อมทั้งกวาดแชมป์ที่สก็อตแลนด์กับเซลติก และวันนี้เขากลับสู่พรีเมียร์ ลีก อีกครั้งเพื่อพิสูจน์ฝีมือโดยการปลุกปั้น จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซีตี้ ให้กลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง

เบรนดัน ร็อดเจอร์ กุนซือวัน 46 ปี ชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาคือผู้ที่ต้องเจอกับฝันร้ายในอาชีพนักฟุตบอล เมื่อต้องประสบปัญหาบาดเจ็บอย่างหนักจนต้องเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่แทนที่จะทำให้เขาหมดหวังในวงการฟุตบอล แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเริ่มต้นอาชีพการเป็นโค้ชฟุตบอลตั้งแต่อายุน้อย ๆ โดยเริ่มต้นจากการที่เขาได้เข้าไปศึกษาฟุตบอลและระบบเยาวชนที่ลามาเซียของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ที่นี่เองที่ทำให้เขาหลงรักสไตล์การเล่นฟุตบอลแบบภาคพื้นดิน การเล่นกับพื้นที่ลื่นไหลในแบบสเปน ทำให้เขาใช้เป็นต้นแบบในการทำทีมของตนเรื่อยมา

เขาเริ่มงานด้วยการดูแลทีมชุดเยาวชนให้กับเชลซี ในยุคของมูรินโญ่ อยู่ 4 ปีก็ได้รับภารกิจอันหนักอึ้งเมื่อต้องย้ายไปช่วยทีมวัตฟอร์ดให้รอดพ้นการตกชั้น และเขาก็ทำสำเร็จซะด้วย จากทีมที่จมท้ายตารางในเดือนมกราคม เขาพาวัตฟอร์ดจบอันดับ 13 อย่างสวยงาม และได้ย้ายไปคุมทีมเก่าของเขาอย่างเรดดิ้งในฤดูกาลถัดมา แต่กับเรดดิ้งเขาทำทีมได้เพียง 6 เดือนก็ต้องแยกทางกับทีมด้วยผลงานที่ย่ำแย่ หลังจากออกจากเรดดิ้ง เขาก็สร้างผลงานสร้างชื่อให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างสวอนซีโลน่า ให้เล่นอย่างสวยงามและเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แถมสู้กับทีมบนลีกสูงสุดได้ดี จนจบฤดูกาลแถว ๆ กลางตาราง จนลิเวอร์พูลต้องรีบมาเซ็นสัญญาไปช่วยล่าแชมป์ที่แอนฟิลด์ แต่เขาก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อพลาดท่าใน 3 นัดสุดท้าย เมื่อปี 2013 จนต้องออกจากแอนฟิลด์ในอีกหนึ่งฤดูกาลให้หลัง เขาไปหลบเลียแผลใจ และสัมผัสกับการเป็นแชมป์ ที่เซลติกโดยกวาดถ้วยภายในประเทศ ได้แชมป์ลีก 2 ใบ และบอลถ้วยอีก 6 ใบ ก่อนมารับงานที่คิงส์ พาวเวอร์ สเตเดียม

ฤดูกาลนี้ถือเป็นการคุมทีมจิ้งจอกสยามอย่างเต็มตัวเป็นฤดูกาลแรก และผ่านมาถึงช่วงปีใหม่ 2020 แล้ว เขาพาเลสเตอร์ ฟอร์มติดลมบน อยู่หัวตาราง โดยตามหลังจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูลอยู่ห่างๆ ซึ่งก็ต้องถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว กับการตามหลังแค่ลิเวอร์พูล แต่อยู่เหนือกว่าทีมใหญ่ทีมอื่น ๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีการเล่นที่สวยงามเพลินตาท่านผู้ชมอีกด้วย แบบนี้แฟนจิ้งจอกสยามคงพอจะฝากความหวังไว้ได้ ตอนนี้สถานการณ์ในถิ่นคิงส์ พาวเวอร์ นั้นนับว่าพร้อมมาก ๆ ผู้เล่นพร้อมจะเล่นเพื่อทีม แฟน ๆ พร้อมจะหนุนหลังพวกเขา เจ้าของพร้อมที่จะผลักดันทีมไปข้างหน้า และร็อดเจอร์ ก็พร้อมที่จะสร้างทีมใหม่ของเขาอย่างเต็มตัว

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ทาคุมิ มินามิโน๊ะ แข้งซามูไร ย้ายเข้ารังหงส์ ดีลนี้มีแต่คนแฮปปี้

จบลงอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับดีลของมินามิโน๊ะกับลิเวอร์พูล ด้วยสนนราคา 7.5 ล้านปอนด์ และได้ลงเล่นเกมเปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเกม เอฟเอ คัพ กับเอฟเวอร์ตัน และเป็นทางฝั่งทีมใหม่ของ มินามิโน๊ะกำชัยชนะผ่านเข้ารอบไปได้สำเร็จอีกด้วย

ประวัติคร่าว ๆ ของทาคุมิ มินามิโน๊ะ อายุ 24 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ติดทีมชาติไป 22 นัด ทำได้ 11 ประตู สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่แผงมิดฟิลด์ถึงกองหน้า เริ่มเล่นฟุตบอลกับเซเรโซ โอซากา ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ เรดบูล ซัลซ์บวร์ก และที่ซัลซ์บวร์กนี่เอง ที่เขาสร้างความประทับใจให้กับเจอร์เกน คล็อปป์ ในการลงเล่นเกมแชมเปี้ยนลีก พบกับทีมหงส์แดงโดยตรง หลังจบเกมแม้ลิเวอร์พูลจะชนะ 4-3 แต่เขาก็สร้างปัญหาให้กับหงส์แดงอย่างมากและยังทำได้ 1 ประตูอีกด้วย

เมื่อการเซ็นสัญญาร่วมทีมหงส์แดงเกิดขึ้น เรามาดูกันว่าดีลของมินามิโน๊ะ มันเกิดประโยชน์อย่างไร ต่อฝ่ายไหนบ้าง

1. ตัวของทาคุมิ มินามิโน๊ะ

แน่นอนว่าการย้ายจากซัลซ์บวร์กสู่แอนฟิลด์ มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเขา ทั้งในเรื่องการพัฒนาฝีเท้า ชื่อเสียง เงินทอง และโอกาสประสบความสำเร็จที่มากขึ้น กับรายการแข่งขันที่ใหญ่ขึ้น สำหรับผู้เล่นเอเชียคนหนึ่งการได้เล่นให้กับทีมใหญ่อย่างลิเวอร์พูล มันคือฝันที่เป็นจริงชัด ๆ แถมมินามิโน๊ะยังได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย มันยิ่งเป็นเรื่องที่พิเศษสุด ๆ

2. ทีมเก่าเรดบูล ซัลซ์บวร์ก

แม้ว่าค่าตัวที่ลิเวอร์พูลจ่ายเป็นค่าฉีกสัญญาที่ 7.5 ล้านปอนด์ จะดูต่ำกว่ามูลค่าของมินามิโน๊ะ เพราะแม้แต่ทางลิเวอร์พูลเองยังคิดว่าต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านปอนด์ แต่เมื่อในสัญญาระบุไว้เท่านี้ ก็หวานหงส์เลย แต่ก็ใช่ว่าทางซัลซ์บวร์กจะขาดทุน เพราะราคาที่ซื้อมาจากเซเรโซ นั้นพวกเขาจ่ายเพียง 750,000 ปอนด์เท่านั้น ราคานี้ก็ได้กำไร 10 เท่า

3.ทีมชาติญี่ปุ่น

แน่นอนว่าการมีผู้เล่นในทีมชาติ เล่นให้สโมสรใหญ่ ๆ มันจะมีผลดีอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการพัฒนาฝีเท้าของตัวนักเตะเอง สภาพจิตใจของเขา ผลทางจิตวิทยาต่อฝั่งตรงข้าม และยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กยุคใหม่ รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ อีกด้วย

4. ทีมสโมสรลิเวอร์พูล

โดยที่ยังไม่พูดถึงการประสบผลสำเร็จใด ๆ ในอนาคตของเขา การเซ็นสัญญาครั้งนี้ก็ทำประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ลิเวอร์พูล ทั้งด้านการตลาดค่าตัวเพียงแค่ 7.5 ล้านปอนด์ มันช่างถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับการขยายฐานแฟนบอลในญี่ปุ่นและเอเชีย ทั้งค่าสินค้าที่ระลึก และค่าลิขสิทธิ์ต่าง ๆ คุ้มทุนอย่างรวดเร็วแน่นอน ในด้านแท็กติกทีมจะมีตัวเลือกคุณภาพเยี่ยมเพิ่มอีกคนหนึ่ง และมีผลงานการันตีให้เห็นชัดกับตาตัวเองแล้วด้วย แถมสไตล์การวิ่งไม่มีหมดของเขายังโดนใจและเข้ากับแท็กติกคล็อปป์สุด ๆ  ที่สำคัญจากการแก้กฎคัพไทของยูฟ่า เขาสามารถลงช่วยทีมในรอบต่อไปได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมา การเซ็นสัญญาครั้งนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนแฮปปี้สุด ๆ และแฟน ๆ ลิเวอร์พูลต้องจับตาดูว่าต่อจากนี้ ทาคุมิ มินามิโน๊ะ เขาจะสร้างความแฮปปี้ ให้กับแฟน ๆ ได้มากเพียงใด ก่อนอื่นต้องตระโกนดัง ๆ พร้อมกันก่อนเลยว่า “อิรัซซัยมาเสะ ทาคุมิซัง”

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

โชเซ่ มูรินโญ่ ทีมใหม่ ลุคใหม่ กับความหวังของทัพไก่เดือยทอง

หลังจากการแยกทางกับ เมาริซิโอ โปเซตติโน่ บอร์ดบริหารของไก่เดือยทอง ท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ ต้องมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่จะสานต่องานของเขา โดยคนที่จะเข้ามาแทนนั้นจะต้องต่อทำในสิ่งที่พอสทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าพอสจะวางรากฐานให้กับสเปอร์เป็นอย่างดี เล่นเกมรุกเอ็นเตอร์เทนแฟนบอลได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พอสทำไม่ได้คือพาทีมไปสู่แชมป์นั่นเอง เมื่อโจทย์ของคนใหม่คือเป็นแชมป์ จะมีใครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คือ ว่างงาน มีบารมีในการคุมดาวดัง การันตีแชมป์กับทุกสโมสรที่ผ่านมา นอกจากเขาคนเดียว “โชเซ่ มูรินโญ่”

หลังจากแยกทางแบบจบไม่สวยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฮียมูก็ว่างงานมาตลอด และดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่เขาห่างหายไปจากข้างสนาม เขาจะมีเวลาคิดและเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองไปพอสมควร เมื่อการกลับมาในครั้งนี้ เขาได้สลัดความเป็น เดอะ สเปเชี่ยลวัน กุนซือจอมหยิ่ง ทระนงตัว หัวร้อนง่าย และโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง ออกไปทั้งหมด ดูจากการให้สัมภาษณ์ บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์ช่างแตกต่าง จากเฮียมูคนเดิมราวฟ้ากับเหว ทั้งการพูดแบบอ่อนน้อมถ่อมตน เห็นใจและเข้าใจนักเตะที่ถูกเขาเปลี่ยนตัว ชื่นชมแฟนบอลของทีมหรือแม้กระทั่งชื่นชมเด็กเก็บบอล ว่าเป็นเด็กเก็บบอลที่ดีที่สุด เรียกได้ว่ามันไม่มีเค้าเดิมของเดอะ สเปเชี่ยลวัน คนเดิมอยู่เลย

เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า “ผมเป็นคนถ่อมตัว มากพอที่จะคิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมาตลอดเส้นทางอาชีพของผม มองถึงพัฒนาการ ปัญหา และทางแก้ และผมมีความถ่อมตัวมากพอที่จะไม่โทษใคร” และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ จากสิ่งที่เขาแสดงออกมา ช่วงเวลา 11 เดือนที่ผ่านมาเขาอาจได้นั่งทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาและเปลี่ยนแปลงตัวเองไปแล้วจริง ๆ  ก็เป็นได้ และมันน่าสนใจมาก ๆ ว่าถ้าสไตล์การคุมทีมของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วจริง ๆ ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นอย่างไร

เรื่องความสามารถในการคุมทีมของเขา รวมทั้งจิตวิทยาต่อผู้เล่นทั้งทีมตัวเองและฝั่งตรงข้าม คงไม่มีใครตั้งข้อสงสัย เขาตอบทุกคำถามด้วยถ้วยรางวัลใบแล้วใบเล่า แต่ที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่เราเห็นจากผู้จัดการทีมคนนี้มาตลอดคือ จุดสิ้นสุดของเขากับทีมที่คุม มักจะมาจากความหยิ่งผยองของตัวเขาเอง จนก่อให้เกิดปัญหากับผู้เล่นภายในทีม แล้วก็โดนผู้เล่นของตัวเองเลื่อยขาเก้าอี้ตัวเอง หรือที่เรียกกันว่าเล่นไล่โค้ชแทบทุกครั้งไป แม้แต่แฟนบอลทีมตัวเองยังหมั่นไส้ด้วยซ้ำ

ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ เราคงจะได้เห็นแท็กติกคุณภาพแบบมูรินโญ่ แต่มาในแบบสุขุมนุ่มลึกและมีอารมณ์ขัน เขาคงจะกลายเป็นที่รักของลูกทีมและแฟนบอล และสเปอร์คงจะมีลุ้นคว้าโทรฟี่ ใบใดใบหนึ่งมาประดับตู้โชว์ของสโมสรอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าภายนอกจะยังไง แต่ภายในของเขาคือมันสมองของโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือผู้การันตีมีถ้วยคนเดิมนั่นเอง

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เจมี่ วาร์ดี้ เขี้ยวเล็บอันคมกริบ ของจิ้งจอกสยาม

ความจริงกับความฝัน สำหรับบางคนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อม มันคงจะเป็นเรื่องง่ายที่ทำทั้งสองอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่สำหรับบางคนอาจต้องเลือกใช้ชิวิตกับความจริง แล้วละทิ้งความฝัน แต่ไม่ใช่กับเจมี่ วาร์ดี้ เขาทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน และเรื่องราวของเขาเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กสู้ชีวิตคนนึง สู่ตำนานของทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับวัยเด็กของนักฟุตบอลทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเติบโตมาจากอคาเดมี่ทีมใดทีมนึง แต่สำหรับวาร์ดี้ ด้วยสถานะทางบ้าน ทำให้เขาต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพในโรงงานผลิตขาเทียม ถึงแม้เขาจะต้องทำงานในโรงงานวันละ 12 ชั่วโมง แต่เขายังพอแบ่งเวลาให้กับความฝันอย่างฟุตบอลได้ โดยเล่นฟุตบอลระดับลีกล่างควบคู่ไปกับการทำงาน โดยเริ่มต้นกับทีมสต็อกส์บริดจ์ ปาร์ค สตีล ตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้ย้ายร่วมทีมนอกลีกกึ่งอาชีพ อย่างฮาลิแฟกซ์ ทาวน์ เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาล กับอีก 4 นัด กดประตูไปทั้งสิ้น 28 ประตู ทำให้เตะตาทีมที่อยู่ระดับสูงขึ้นมาอีกขั้น แต่ก็ยังอยู่นอกลีกอยู่ดีอย่างฟลีตวูด ทาวน์ และที่นี่เขาใช้เวลา 1 ฤดูกาล ยิงไป 34 ลูก รวมทุกรายการ แล้วมันก็มีคนที่เห็นว่าเขามีศักยภาพมากเกินกว่าที่จะเล่นในลีกระดับล่างแล้ว และผู้ที่หยิบยื่นสะพานที่ทอดยาว จากนอกลีกสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพลีกอันดับสองของประเทศก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยกลุ่มคิงส์ พาวเวอร์ เจ้าของทีมยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าตัวถึง 1.7 ล้านปอนด์ ซึ่งต้องนับว่าเป็นค่าตัวที่สูงมากสำหรับผู้เล่นนอกลีก

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด การปรับตัวทั้งในและนอกสนามส่งผลกระทบต่อตัววาร์ดี้อย่างมาก ทั้งคู่ต่อสู้ในสนามที่แข็งแกร่งขึ้น และชีวิตที่หลงไปกับแสงสีของเขา ทำให้ผลงานของเขาตกต่ำ ยิงในลีกได้เพียงแค่ 4 ประตู และเกิดคำถามถึงค่าตัวที่ทีมจ่ายไป จนคุณอัยยวัฒ์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร ต้องเรียกวาร์ดี้เข้าไปคุยเพื่อปรับทัศนคติ และมันได้ผล การพูดคุยครั้งนั้น ดึงวาร์ดี้กลับมาสู่เส้นทาง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ได้ใจวาร์ดี้ไปเต็ม ๆ จนเขายอมสู้ถวายหัวให้กับทัพจิ้งจอก เขากลับมาผลิตประตูอีกครั้งและพาทีมเลื่อนชั้น สู่ลีกสูงสุดในฐานะแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ และช่วยให้ทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุดในปีต่อมาได้สำเร็จ แม้ว่าจะทำได้เพียง 5 ประตู

และเมื่อฤดูกาล 2015-2016 นั้น เขาก็ได้ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิต กดไปทั้งหมด 24 ลูก พาเลสเตอร์เป็นแชมป์ สมัยแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากได้แชมป์เหล่าซุปเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมทีม ต่างแยกย้ายกันไปอยู่กับสโมสรใหญ่กว่า ทั้งก็องเต้และมาเรซ แต่ไม่ใช่กับ วาร์ดี้

ฤดูกาลนี้ เจมี่ วาร์ดี้ ในวัย 32 ปี นับว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักฟุตบอล วาร์ดี้พึ่งต่อสัญญากับทีมออกไปอีก 3 ปี ภายใต้การคุมทีมของนายใหม่ และการประกาศเลิกเล่นทีมชาติ เพื่อมุ่งสมาธิทั้งหมดให้กับเลสเตอร์ พร้อมทั้งจิตใจที่มุ่งมั่นจะตอบแทนโอกาสที่ทีมมอบให้แก่ชีวิตเขา วาร์ดี้กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง ด้วยการยิงไปถึง 17 ประตู หลังผ่านไปเพียงครึ่งฤดูกาล นำอันดับ 1 บนทำเนียบดาวซัลโว และเชื่อว่าเขาจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่ เส้นทางที่เขาผ่านมาอย่างยากลำบาก ทำให้เขาแข็งแกร่งทั้งกายและใจ เส้นทางของเขาจากนี้ไป ไม่ว่าจะจบลงตรงไหน แต่เขาจะเป็นตำนานในรังจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน