Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อิสไมล่า ซาร์ ผู้ทำให้แชมป์พรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูลมีมลทิน

ก่อนลงเล่นพรีเมียร์ลีกนัดที่ 28 ลิเวอร์พูลนำโด่งเป็นจ่าฝูงด้วยคะแนนทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 22 แต้ม มีโอกาสสูงลิ่วที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในประวิติศาสตร์สโมสร แถมยังอาจเป็นแชมป์ที่เร็วที่สุดหากพวกเขาเดินหน้าคว้าชัยอีก 4 นัด ไม่เพียงเท่านั้นหงส์แดงยังเก็บชนะชัยติดต่อกันมาถึง 18 เกม เทียบเท่ากับที่ทีมเรือใบสีฟ้าเคยทำไว้เมื่อฤดูกาล 2017-18 มีลุ้นเป็นทีมแรกในพรีเมียร์ลีกที่จะชนะ 19 นัดติด เมื่อนัดต่อไปได้ทีมรองบ๊วยอย่างวัตฟอร์ดรอให้เชือดอยู่ นอกจากนั้นยังมีลุ้นเป็นแชมป์ไร้พ่าย อย่างที่อาร์เซน่อลในยุคอาร์เซน เวนเกอร์เคยทำได้ในฤดูกาล 2003-04 แต่แล้วความฝันในการสร้างสถิติต่าง ๆ ก็มีอันต้องพังทลายลงเมื่อมาเจอกับเหล็กในของ “อิสไมล่า ซาร์” ที่ทำคนเดียว 2 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ยัดเยียดความพ่ายแพ้เป็นนัดแรกของฤดูกาลให้กับหงส์แดง

เค้าลางแห่งหายนะของลิเวอร์พูลเกิดตั้งแต่ก่อนลงสนาม เมื่อเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการดร็อป โจ โกเมซ แล้วส่ง เดยัน ลอฟเรน ที่ร้างสนามไปกว่า 2 เดือนลงเล่นแทน แล้วก็เป็นปราการหลังทีมชาติโครเอเชียที่พลาดปล่อยให้บอลกระดอนข้ามหัวไปถึง อับดูลาย ดูคูเร่ ที่เปิดบอลเข้ามาหน้าประตูให้ ซาร์ จิ้มบอลเข้าประตูไป ทำให้เจ้าบ้านออกนำในนาทีที่ 54

หลังเสียประตูหงส์แดงก็เร่งเครื่องอย่างหนักเพื่อหวังทวงประตูคืน แต่แล้วอีก 6 นาทีต่อมา ทรอย ดีนี่ย์ ก็ฉวยโอกาสโต้กลับเร็วจ่ายบอลตัดหลัง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ทำให้ ซาร์ ใช้ความเร็ววิ่งหลุดเดียวเข้าไปชิพบอลอย่างเหนือชั้นผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เป็นประตูที่ 2 ให้กับวัตฟอร์ด

ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความขยันของซาร์ จึงทำให้เขาตัดบอลคืนหลังของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไปได้ ก่อนจ่ายย้อนมาให้ ดีนี่ย์ แปบอลพุ่งตุงตาข่าย เป็นประตูทิ้งห่าง 3-0 ช่วยให้ทีมแตนอาละวาดคว้าชัยไปในที่สุด โดยหยุดสถิติไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูลไว้ที่ 44 นัดเท่านั้น

อิสไมล่า ซาร์ เพิ่งย้ายมาร่วมทีมวัตฟอร์ดเมื่อช่วงต้นฤดูกาล โดยเขาทำให้ทีมแตนอาละวาดต้องทุ่มเงินถึง 35 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวมาจากสตาด แรนส์ ในลีกเอิง ฝรั่งเศส ด้วยดีกรีผู้ทำประตูยอดเยี่ยมศึกยูโรป้าลีกฤดูกาล 2018-19 พ่วงด้วยแชมป์เฟรนช์คัพ ซึ่งปีกเซเนกัลก็เล่นได้อย่างคุ้มค่าตัวกลายเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมทันที แถมยังเคยทำให้ ดาบิด เด เคอา ต้องเสียฟอร์มมาแล้วจากการรับลูกยิงของเขา

ก่อนหน้านี้ ซาร์ ในวัย 19 ปี เคยมีโอกาสย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่แห่งสเปน เมื่อครั้งยังเล่นให้กับเม็ตช์ แต่เขาเลือกปฏิเสธโอกาสนั้นแล้วย้ายไปร่วมทีมสตาด แรนส์แทน เพื่อโอกาสในการลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ต้องติดตามกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมในนัดนี้จะพาให้ ซาร์ เข้าสู่รั้วแอนฟิลด์ไปอีกคนหรือไม่ เพราะเทรนเนอร์ชาวเยอรมันชื่นชอบเหลือเกินกับการดึงตัวนักเตะที่ทำผลงานได้ดีเวลาที่เจอกัน เรียกได้ว่าเก่งนักก็ดึงมาเป็นพวกมันซะเลย!!

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ระเบิดเวลาที่ ดาบิด เด เคอา กำลังเผชิญ

คงไม่มีใครคาดคิดว่าผู้รักษาประตูระดับโลกอย่าง ดาบิด เด เคอา จะพลาดท่าเสียประตูอย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเก็บได้เพียงแต้มเดียว พลาดโอกาสลดช่องว่างคะแนนกดดันเชลซีที่อยู่ในอันดับ 4 ทั้งที่ทีมสิงโตน้ำเงินครามพลาดท่าเสมอไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทำให้เป้าหมายท็อปโฟว์ของทีมปีศาจแดงยังต้องลุ้นอย่างหนักต่อไป

ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเกม ในจังหวะที่เด เคอาเตะเปิดเกมจากหน้าประตูไปติดบล็อกของโดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน จนบอลกระดอนข้ามเส้นเป็นประตูให้เอฟเวอร์ตันออกนำตั้งแต่นาทีที่ 3 ทั้งนี้ต้องโทษผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนที่แต่งบอลนานจนศูนย์หน้าชาวอังกฤษวิ่งเข้ามากดดันได้ทัน แถมเมื่อเห็นว่าคู่แข่งกดดันใกล้เข้ามา แทนที่จะเตะฉีกออกทางด้านข้างหรือส่งบอลคืนให้กับกองหลัง เขากลับเลือกเตะบอลตรงจนไปติดบล็อกในที่สุด

นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งแรกของเด เคอาในฤดูกาลนี้ โดยมือหนึ่งปีศาจแดงเคยทำพลาดมาก่อนหน้านั้นไม่กี่นัดในเกมบุกไปเยือนวัตฟอร์ด ทีมบ๊วยของตารางในขณะนั้น จากจังหวะรับลูกยิงของอิสไมลา ซาร์ พลาดเข้าประตูไป ทั้งที่ลูกยิงนั้นตรงตัวและไม่ยากเกินความสามารถระดับเขา จนทำให้ปีศาจแดงพ่ายแพ้ไปในเกมดังกล่าว

ความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยในรอบไม่กี่เดือน ส่งผลให้มีการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักเตะที่แบกทีมมาตลอดนับตั้งแต่การอำลาทีมไปของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพราะหลังจากที่ได้รับการต่อสัญญาฉบับใหม่เมื่อต้นฤดูกาล แทนที่จะมีความมุ่งมั่นและสมาธิในสนาม เด เคอากลับมีความผิดพลาดให้เห็นแทบทุกเกม แถมเก็บคลีนชีตไปได้เพียง 7 ครั้งเท่านั้น จนหลายฝ่ายเชื่อว่าการจากไปของเอมิลิโอ อัลวาเรซ น่าจะมีส่วนไม่น้อย

อัลวาเรซ เป็นโค้ชผู้รักษาประตูที่ปลุกปั้นเด เคอามาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับแอตเลติโก มาดริด โดยโชเซ่ มูรินโญ่ ดึงตัวเข้ามาในปี 2016 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรั้งตัวจอมหนึบชาวสเปนให้อยู่กับทีมต่อไป แต่แล้วโค้ชวัย 47 ปีก็มาแยกทางกันไปก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นขึ้น แม้จะได้ริชาร์ด ฮาร์ติส อดีตโค้ชผู้รักษาประตูระดับเยาวชนในยุคของเซอร์อเล็กซ์มาทดแทน แต่ก็คงไม่รู้ใจเท่าคนคุ้นเคยที่รู้จักกันมานับ 10 ปี

เมื่อเด เคอาสร้างความผิดพลาดบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดเสียงเชียร์ไปยัง ดีน เฮนเดอร์สัน อย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อผู้รักษาประตูดาวรุ่งที่ถูกเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดยืมตัวไปกลับทำผลงานได้โดดเด่นกว่า เก็บคลีนชีตเป็นว่าเล่น จนสาวกปีศาจแดงอยากเห็นโกล์จากทีมเยาวชนรายนี้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัวในฤดูกาลหน้า เพื่อกดดันให้เด เคอา งัดฟอร์มสุดยอดของเขาออกมาอีกครั้ง แต่หากนายทวารชาวสเปนทำไม่ได้ก็พร้อมให้ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษยึดตำแหน่งมือหนึ่งให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะความผิดพลาดครั้งล่าสุดของเด เคอา อาจส่งผลต่อการกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลหน้าเลยทีเดียว

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

แดเนียล สเตอร์ริดจ์ จากเครื่องจักรถล่มประตู สู่นักเตะไร้สังกัด

การยกเลิกสัญญาระหว่างแดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับสโมสรแทรบซอนสปอร์ ส่งผลให้ดาวยิงทีมชาติอังกฤษกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมตุรกีเมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา โดยมีการเปิดเผยว่าการยกเลิกสัญญาดังกล่าวเป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย โดยสเตอร์ริดจ์ยอมสละสิทธิ์ต่าง ๆ รวมถึงเงินที่จะได้รับในอนาคตอีกด้วย

สเตอร์ริดจ์ ถือเป็นสุดยอดกองหน้าคนหนึ่งของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยยิงประตูในลีกไปทั้งสิ้น 77 ประตู จากการลงสนาม 218 นัดให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, โบลตัน และลิเวอร์พูล โดยฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดของเขาเกิดขึ้นสมัยลงเล่นกับทีมหงส์แดงในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ตัดสินใจดึงตัวมาจากเชลซีในช่วงกลางฤดูกาล 2012-13 ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ แม้ศูนย์หน้าจอมเซิ้งเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บบริเวณแฮมสตริงจนไม่ได้ลงเล่นมาร่วมเดือนก็ตาม แต่ทันทีที่ถูกส่งลงสนามเป็นเกมแรกในนัดแดงเดือด สเตอร์ริดจ์ก็ตอบแทนความไว้ใจของกุนซือชาวไอริชด้วยการยิงประตูได้ทันที หลังจากถูกเปลี่ยนตัวแทนลูคัส เลว่า ในช่วงต้นครึ่งหลัง ก่อนที่จะยิงได้อีก 9 ประตูในซีซั่นนั้น

ในฤดูกาล 2013-14 สเตอร์ริดจ์จับคู่ประสานงานกับหลุยส์ ซัวเรซ ได้อย่างลงตัว โดยระเบิดฟอร์มร้อนแรงยิงติดต่อกันถึง 7 นัดในพรีเมียร์ลีก จนครองตำแหน่งรองดาวซัลโวด้วยจำนวน 21 ประตู เป็นรองแค่เพื่อนร่วมทีมอย่างซัวเรซที่ตะบันไปถึง 31 ประตูเพียงคนเดียวเท่านั้น แถมยังเกือบช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ หากไม่มีเหตุการณ์ลื่นล้มของสตีเฟน เจอร์ราร์ด ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลจนส่งผลให้ถ้วยแชมป์หลุดลอยไปเสียก่อน

น่าเสียดายที่หลังจากฤดูกาลนั้นผ่านพ้นไป สเตอร์ริดจ์ก็ไม่เคยเรียกฟอร์มการถล่มประตูอันดุดันเช่นนั้นคืนกลับมาได้อีกเลย เพราะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 เป็นต้นมา ศูนย์หน้ากระดูกเปราะเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพักรักษาตัวมากกว่าลงสนามล่าตาข่าย โดยยิงได้เพียง 19 ประตูตลอด 5 ฤดูกาลหลัง ยิ่งเมื่อเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้แนวรุกสามประสานที่ลงตัวอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โอกาสลงสนามของศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษก็แทบจะถูกปิดตาย แม้จะดิ้นรนพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งด้วยการย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับเวสต์บรอมวิช อัลเบียน แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเมื่อไม่สามารถยิงได้สักประตู จนกระทั้งสัญญาของเขากับลิเวอร์พูลหมดลง เขาจึงได้เลือกย้ายไปหาประสบการณ์ต่างแดนที่ตุรกีในเวลาต่อมา

หลังจากเป็นนักเตะไร้สังกัด มีข่าวว่าแอสตัน วิลล่า ที่เฝ้าตามจีบมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ สนใจดึงตัวสเตอร์ริดจ์กลับมายังพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เมื่อผลงานของเขาในลีกตุรกีก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยยิงไป 7 ประตู จาก 13 นัด แถมการมาของเขาอาจช่วยให้ทีมสิงห์ผงาดรอดพ้นการตกชั้นในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้ แต่แล้วก็มีการเปิดเผยว่าสเตอร์ริดจ์ถูกตัดสินให้ติดโทษแบนทั่วโลกเป็นเวลา 4 เดือน จากความผิดเกี่ยวกับการพนันเมื่อปี 2018 ทำให้ความหวังที่จะได้เห็นเขากลับมาวาดลวดลายบนเวทีพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแล้ว

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

คาร์โล อันเชลอตติ ผู้จัดการทีมคนแรกที่ได้รับใบแดงในศึกพรีเมียร์ลีก

กฎใหม่ที่พรีเมียร์ลีกประกาศเริ่มใช้ในฤดูกาล 2019-20 นี้ นอกจากการนำเทคโนโลยี VAR มาช่วยในการตัดสิน, ปรับการแฮนด์บอลของผู้เล่นฝ่ายบุก และปรับเวลาเบรกหนีหนาวแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปคือ การให้สิทธิ์ผู้ตัดสินสามารถแจกใบเหลืองและใบแดงให้กับผู้จัดการทีมได้ เพื่อเป็นการป้องปรามเหล่ากุนซือหัวร้อนที่ชอบระบายโทสะเมื่อได้รับคำตัดสินที่ไม่ถูกใจ แต่ใครจะคาดคิดว่าผู้จัดการทีมคนแรกที่ได้รับใบแดงจากผู้ตัดสินจะกลายเป็นกุนซืออาวุโสอย่าง “คาร์โล อันเชลอตติ”

ก่อนหน้านี้สมาคมฟุตบอลอังกฤษกำหนดให้ผู้ตัดสินสามารถแจกใบเหลืองและใบแดงกับผู้จัดการทีมจอมโวยวายได้เฉพาะในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพ และลีกคัพเท่านั้น ในขณะที่ศึกพรีเมียร์ลีกจะใช้การตักเตือนแทน โดยกำหนดว่าหากผู้จัดการทีมคนไหนถูกเตือนครบ 4 ครั้ง จะถูกแบนห้ามคุมทีมข้างสนาม 1 นัด, หากถูกเตือนครบ 8 ครั้ง จะถูกแบบอีก 2 นัด, หากถูกเตือนถึง 12 ครั้ง จะถูกแบนเป็น 3 นัด และหากถูกตักเตือน 16 ครั้ง จะมีโทษปรับเพิ่มขึ้นมาด้วย

ด้วยกฎการเตือนที่ไม่รุนแรงนี่เอง ทำให้ยังเห็นผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกออกแอคชั่นโวยวายใส่ผู้ตัดสินอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะกุนซือหัวร้อนจากทีมใหญ่อย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์, โชเซ่ มูรินโญ่ และเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จนนำมาสู่การปรับเปลี่ยนกฎใหม่ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

อาการหัวเสียอย่างหนักของอันเชลอตติ เกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บระหว่างที่เอฟเวอร์ตันกำลังเสมอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 อยู่นั้น โดมินิค คัลเวิร์ท-เลวิน ยิงบอลไปแฉลบ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป แต่เนื่องจากมีจังหวะที่ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน ซึ่งล้มนั่งอยู่หน้าประตูได้ชักเท้าหลบก่อนที่บอลจะข้ามเส้นประตูไป ผู้ตัดสินคริส คาวานาห์ ทำการตรวจสอบ VAR ก่อนจะตัดสินให้จังหวะดังกล่าวเป็นการล้ำหน้า และริบประตูคืนจากเอฟเวอร์ตัน สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่กุนซือชาวอิตาลีถึงขนาดที่ผู้ช่วยอย่างดันแคน เฟอร์กูสัน ต้องรีบเข้ามาห้ามปราม

หลังจบเกมการแข่งขันระหว่างที่คาวานาห์และทีมงานผู้ตัดสินกำลังยืนจับมือกับผู้เล่นทั้งสองทีมอยู่ อันเชลอตติก็ตรงปรี่เข้าไปหาด้วยอารมณ์ที่ยังครุกรุ่นอยู่ โดยโวยวายใส่ผู้ตัดสินและผู้กำกับเส้นอยู่พักใหญ่ แม้ผู้ตัดสินจะพูดปรามแล้วแต่กุนซือแดนมักกะโรนีกลับไม่ยอมหยุด จนคาวานาห์ต้องควักใบแดงพร้อมชี้นิ้วให้เขาออกจากสนามทันที

อันเชลอตติเปิดใจหลังเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เขาไม่ได้ไม่ให้ความเคารพต่อผู้ตัดสิน และแค่ต้องการขอคำอธิบายต่อคำตัดสินที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกมเท่านั้น แต่ผู้ตัดสินเข้าใจผิดจนนำมาสู่การไล่เขาออก โดยกุนซืออิตาลีมองว่าแม้ซิกูร์ดส์สันจะอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แต่ปีกชาวไอซ์แลนด์ไม่ได้สัมผัสถูกบอล และไม่ได้มีผลต่อการมองเห็นของดาบิด เด เคอา จังหวะนั้นจึงไม่ควรเป็นการล้ำหน้า

อย่างไรก็ตามสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็ได้ประกาศตั้งข้อหาประพฤติผิดกฎข้อ E3 แก่อันเชลอตติ โดยระบุว่ากุนซือเอฟเวอร์ตันมีพฤติกรรมและใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับผู้ตัดสิน โดยให้โอกาสรับทราบข้อกล่าวหาก่อนจะมีบทลงโทษต่อไป

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ยาน คูโต้ แบ็กขวาคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของฉายา “นิวอัลเวส”

แม้จะยังไม่จบฤดูกาล 2019-20 แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ประกาศคว้าตัว “ยาน คูโต้” ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว กองหลังชาวบราซิลเซ็นสัญญายาว 5 ปีและจะเดินทางมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ หลังจากหมดสัญญากับกอริติบ้า ทีมเก่าแก่ของลีกบราซิล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของทีมเรือใบสีฟ้าเหนือทีมยักษ์ของยุโรปทั้งบาร์เซโลน่า, อาร์เซน่อล และอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ให้ความสนใจแบ็กขวาดาวรุ่งรายนี้อยู่เช่นกัน

ยาน คูโต้ เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2002 เขาเริ่มต้นจากการเล่นฟุตซอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้รับเทคนิคติดตัวมากมาย ก่อนจะเข้าเป็นนักเตะเยาวชนของกอริติบ้าเมื่ออายุได้ 10 ขวบ แม้จะยังไม่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของกอริติบ้า แต่เขาก็มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองจากสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป ถึงขนาดที่เดอะการ์เดียน สำนักข่าวชื่อดังยกย่องให้เป็น 1 ใน 60 นักเตะแห่งอนาคตของวงการฟุตบอลร่วมกับ อันซู ฟาติ กองหน้าดาวโรจน์ของบาร์เซโลน่า, อันดรี้ กุ๊ดยอห์นเซ่น ลูกชายของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ตำนานกองหน้าทีมชาติไอซ์แลนด์ และลูเซียง อากูเม่ มิดฟิลด์ฝรั่งเศส เจ้าของฉายานิวป็อกบา ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลาน

แบ็กขวาวัย 17 ปี เป็นนักเตะฟูลแบ็กที่มีความเร็วจัดจ้าน จนได้รับฉายาว่า “เดอะแฟลช” แม้จะไม่ใช่นักเตะที่มีความสูงและแข็งแกร่ง แต่ก็สามารถเล่นเกมรับได้ดี แถมยังมีจุดเด่นในเรื่องการเติมเกมบุกและการจ่ายบอลที่แม่นยำ โดยในการลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิล ในศึกฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เขาเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสทำประตูได้ถึง 10 ครั้ง มากกว่านักเตะกองหลังทุกคน และเก็บมาได้ 2 แอสซิสต์จากการลงสนาม 5 เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติเม็กซิโก คูโต้เป็นคนเปิดบอลโค้งให้เพื่อนวอลเล่ย์ประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งให้ทีมแซมบ้าเป็นแชมป์โลกอีกสมัย ด้วยความเร็วและการสายตาที่แหลมคมในการผ่านบอลให้เพื่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกยกย่องให้เป็น “นิวอัลเวส” โดยอดีตแบ็กขวาบราซิลยังถือเป็นหนึ่งในนักเตะฮีโร่ของคูโต้ ร่วมกับอาเดรียโน่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกด้วย

ฤดูกาลหน้า คูโต้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะบราซิลในทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต่อจากกาเบรียล เฆซุส, เอแดร์สัน และแฟร์นานดินโญ่ โดยเขาจะต้องแย่งชิงตำแหน่งแบ็กขวากับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และชูเอา คันเซโล่ ซึ่งแบ็กจอมบุกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าชื่นชอบการแข่งขันภายในทีม เพราะจะช่วยพัฒนาฝีเท้าให้สูงขึ้น และเมื่อเดินทางมาถึงเกาะอังกฤษเขาจะได้พิสูจน์คำพูดของตัวเองที่ว่า “จะไม่หยุดทำงานอย่างหนัก เพราะแค่พรสวรรค์ไม่อาจพาไปถึงความสำเร็จได้”

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

อลัน เชียร์เรอร์ เพชฌฆาตเบอร์ 1 ตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก

ทุกครั้งที่มีการจัดทีมยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีกไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด “อลัน เชียร์เรอร์” ก็ต้องติดโผมีชื่อเป็นศูนย์หน้าประจำทีมนั้นด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นนักเตะระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยังเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 260 ประตู ที่อยู่ยงคงกระพันมาเกือบ 20 ปี

หากจะยกให้เชียร์เรอร์เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกก็คงไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะเขาคือนักเตะที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถที่กองหน้าระดับโลกพึงมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ความแข็งแกร่งของร่างกาย, สัญชาตญาณในการเข้าฮอส, ความเฉียดคมในการยิงประตูไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล, การโหม่งทำประตู, การเปิดบอลที่แม่นยำทั้งลูกเซตเพลย์และโอเพ่นเพลย์ รวมไปถึงเบสิคพื้นฐานอย่างการจับบอลและการเลี้ยงบอล จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยิงประตูอย่างถล่มทลายในศึกพรีเมียร์ลีกถึง 112 ประตู ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีที่เล่นให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จนทำให้ทีมระดับกลางอย่างทีมกุหลาบไฟ สามารถแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในซีซั่น 1994-95 จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และเป็นนักเตะคนแรกที่ครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

เชียร์เรอร์ได้สร้างสถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไว้มากมาย โดยสถิตินั้นก็ยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงแฮตทริกมากที่สุด 11 ครั้ง, ยิงประตูจากจุดโทษมากที่สุด 56 ประตู, ยิงประตูในกรอบเขตโทษมากที่สุด 227 ประตู และยิงประตูในแมตช์เดียวมากที่สุด 5 ประตู จนได้รับสมญานามว่า “ฮอตช็อต” น่าเสียดายที่ฝีเท้าระดับดาวซัลโวทีมชาติอังกฤษกลับได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะเขาปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 2 ครั้ง แล้วเลือกย้ายไปเล่นให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมบ้านเกิดที่ตามเชียร์มาตั้งแต่วัยเด็กแทน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่หาได้ยากยิ่งจากนักเตะยุคปัจจุบัน

หลังจบศึกฟุตบอลยูโร 96 กัปตันทีมชาติอังกฤษย้ายไปร่วมทีมสาลิกาด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในสมัยนั้น และไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลยจนกระทั้งแขวนสตั๊ด โดยยิงประตูในลีกเพิ่มได้อีก 148 ประตู ตลอดระยะเวลา 10 ปีภายใต้ยูนิฟอร์มแม็กพายส์ หากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งในช่วงท้ายอาชีพ เขาคงยิงประตูรวมแตะหลัก 300 ไปแล้ว

เชียร์เรอร์ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 2005-06 หลังจากนั้น 3 ปี เขาก็จะกลับมาช่วยนิวคาสเซิลที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นในฐานะกุนซือชั่วคราว แทนโจ คินเนียร์ ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ แม้จะพยายามอย่างหนัก แต่ด้วยศักยภาพของทีมอันอ่อนด้อยจึงไม่อาจช่วยให้สาลิกาดงพลิกสถานการณ์อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ หลังจากนั้นมาเชียร์เรอร์ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานผู้จัดการทีมอีกเลย โดยหันไปเอาดีในการเป็นกูรูฟุตบอลทางสถานีโทรทัศน์จนถึงปัจจุบัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

บรูโน่ เฟอร์นานเดส นักเตะสายซัพ แจกบัฟไม่อั้น

การย้ายมาร่วมทีมของ บรูโน่ เฟอร์นานเดส ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นเกมบุกได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีปัญหาทุกครั้งเวลาเจอกับทีมที่เน้นตั้งรับ แถมบางนัดยังไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งเข้าไปยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว ทำให้นักเตะระดับตำนานปีศาจแดงอย่าง พอล สโคลส์ ถึงกับออกปากชมนักเตะรุ่นน้องที่เลือกใช้หมายเลขเสื้อเดียวกันว่า บรูโน่ คือ คนที่นำความมีชีวิตชีวากลับสู่ทีมปีศาจแดง

ในช่วงที่เล่นอยู่กับสปอร์ตติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่ปี 2017 บรูโน่ได้สร้างสถิติอันยอดเยี่ยมไว้มากมายทั้งในเรื่องการยิงประตู การจ่ายบอล และการสร้างสรรค์โอกาส แต่ด้วยความต่างชั้นระหว่างลีกโปรตุเกสกับลีกอังกฤษ ทำให้เขาถูกปรามาสตั้งแต่ยังไม่ได้ลงสนามว่าอาจจะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่เคยทำได้ในโปรตุเกส แต่ทันทีที่สวมเครื่องแบบปีศาจแดงบรูโน่ก็แสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่าเขาคือของจริง โดยมีตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทั้ง 4 เกมแรกเป็นเครื่องการันตี แม้แต่เกมที่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามก่อนหมดเวลาเพียง 10 นาที เขาก็ยังสามารถโชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน จนได้รับการโหวตจากแฟนบอลปีศาจแดงอย่างท่วมท้นให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์

หลังจากลงเล่นเป็นตัวจริง 5 นัด กับตัวสำรองอีก 1 นัด บรูโน่ยิงไปแล้ว 3 ประตู กับอีก 2 แอสซิส โดยเฉพาะลูกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษในเกมที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน นับเป็นสิ่งที่ขาดหายไปนานจากจอมทัพปีศาจแดงคนอื่นที่ลงสนามก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรียส เปเรร่า หรือแม้แต่ฮวน มาต้า ซึ่งลูกยิงไกลอันหนักหน่วงนี้ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของแนวรุกทีมชาติโปรตุเกสมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดเด่นของบรูโน่ คือการเป็นนักเตะที่เล่นบอลง่าย จ่ายบอลแม่นยำ มีสายตาที่ว่องไวและการตัดสินใจในการจ่ายบอลที่ดี ด้วยสไตล์การเล่นของบรูโร่ตลอดหลายนัดที่ผ่านมาไม่เพียงแค่ช่วยให้ตัวเองมีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพื่อนรอบข้างยกระดับฝีเท้าและฟอร์มการเล่นให้ดีขึ้นตามไปด้วย ประหนึ่งเป็นฮีโร่สายซัพที่คอยแจกบัฟให้เพื่อนร่วมทีมอย่างไรอย่างนั้นซ้ำ ๆ

ที่ผ่านมา โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา มักเลือกใช้ระบบ 4-3-3 เป็นรูปแบบการเล่นหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การมาของบรูโน่จึงช่วยตอบโจทย์ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหรือผู้เล่นหมายเลข 10 ที่กุนซือชาวนอร์เวย์ตามหามาตลอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่มิดฟิลด์คู่กลาง สก็อต แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด ก็เล่นร่วมกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหาก พอล ป็อกบา หายเจ็บกลับมากุนซือซูเปอร์ซัพจะส่งมิดฟิลด์แชมป์โลกลงเล่นในตำแหน่งไหน และเมื่อบรูโน่กับป็อกบาได้ประสานงานร่วมกันในสนาม แนวรุกปีศาจแดงจะทรงประสิทธิภาพขนาดไหนกัน

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ยกระดับเป็นพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1992 ลีกฟุตบอลแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสุดยอดดาวยิงระดับพระกาฬที่พร้อมไล่ล่าตาข่ายให้กับต้นสังกัด เหล่าแฟนบอลจึงมีโอกาสได้รับชมการทำประตูอย่างถล่มทลายในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะการทำแฮตทริกที่ไม่เคยขาดหายไปแม้แต่ฤดูกาลเดียว และนี่คือ 5 อันดับนักเตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีก

                5. แอนดี้ โคล: ใช้เวลา 30 นาที

การยิงแฮตทริกอย่างรวดเร็วของแอนดี้ โคล เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขายังเล่นอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อปี 1993 ในเกมเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล โดยศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษยิงผ่านมือบรูซ กร็อบเบลาร์ ในนาทีที่ 4, 15 และ 30 ซึ่งมาจากจังหวะสัมผัสบอล 3 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 3 ประตู ช่วยให้สาลิกาดงเก็บ 3 คะแนนเต็ม

                4. เอียน มาร์แชลล์: ใช้เวลา 27 นาที

ในเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังดวลกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อปี 1997 ทีมแกะเขาเหล็กเป็นฝ่ายยิงขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนที่ศูนย์หน้าร่างยักษ์ของทีมจิ้งจอกจะมายิงคืนทีเดียว 3 ประตู จากลูกวอลเลย์ในนาทีที่ 7, แปบอลโล่ง ๆ จากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูในนาทีที่ 24 และตวัดยิงด้วยเท้าซ้ายในนาทีที่ 27 ช่วยให้เจ้าถิ่นพลิกกลับมาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2

                3. เจอร์เมน เพนแนนท์: ใช้เวลา 26 นาที

ในช่วงที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของอาร์เซน่อล เมื่อเจอร์เมน เพนแนนท์ ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่พบกับเซาแธมป์ตัน เมื่อปี 2003 เขาก็สามารถทำแฮตทริกได้ทันที โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 15 จากการจ่ายของจิโอวานนี่ ฟาน บรองฮอร์สต์ ก่อนที่อีก 3 นาทีต่อมาจะได้โอกาสโหม่งซ้ำลูกยิงของเธียร์รี่ อองรี เป็นประตูที่ 2 จากนั้นก็ยิงด้วยขวาเสียบข้างตาข่ายในนาทีที่ 26 ซึ่งในเกมนี้ โรแบร์ ปิแรส ก็เป็นอีกคนที่ทำแฮตทริกได้ในครึ่งหลัง ทำให้ทีมปืนใหญ่ชนะไปขาดลอย 6-1

                2. ดไวท์ ยอร์ค: ใช้เวลา 22 นาที

ในปี 2001 ระหว่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซน่อลกำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันอยู่ ทั้งคู่ก็ได้โคจรมาเจอกันช่วงท้ายฤดูกาล แล้วก็เป็น ดไวท์ ยอร์ค ที่ยิงรวดเดียว 3 ประตู จากการชาร์จจ่อ ๆ ในนาทีที่ 3 ก่อนจะหลุดเดียวเข้าไปยิงสวนตัวผู้รักษาประตูในนาทีที่ 18 ปิดท้ายเดียวการเลี้ยงหนีกองหลังปืนใหญ่แล้วยิงเสียบมุม ในนาทีที่ 22 จนในที่สุดปีศาจแดงก็เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญไปท่วมท้น 6-1 และทำคะแนนทิ้งห่างเป็น 16 แต้ม

                1. ซาดิโอ มาเน่: ใช้เวลา 16 นาที

หลังจากดไวท์ ยอร์คครองตำแหน่งผู้ยิงแฮตทริกเร็วที่สุดมาเป็นเวลา 14 ปี ซาดิโอ มาเน่ ก็เป็นผู้ทำลายสถิติลงได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกกับเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2015 ในนัดรองสุดท้ายที่พบกับแอสตัน วิลล่า โดยประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 13 จากการตามซ้ำลูกยิงของตัวเองเข้าประตูไป หลังจากนั้นเพียงนาทีเดียวจากจังหวะที่ เชน ลอง ยิงไปติดตัวผู้รักษาประตูจนบอลกระดอนออกมา เขาก็ใช้ความเร็ววิ่งถึงบอลได้ก่อนกองหลังสิงห์ผงาดและแปบอลตุงตาข่าย ก่อนที่ปีกเซเนกัลจะยิงไกลจากบริเวณหัวกะโหลกในนาทีที่ 16 เป็นแฮตทริกแรกของเขาในศึกพรีเมียร์ลีก และเป็นเจ้าของสถิติยิงแฮตทริกเร็วที่สุดคนใหม่

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

มิเกล อาร์เตต้า แม่ทัพคนใหม่ กับทหารปืนใหญ่แตกทัพ

ณ ช่วงเวลานี้สำหรับสโมสรฟุตบอลอาร์เซน่อล หรือไอ้ปืนใหญ่ จะเรียกว่าช่วงเวลาวิกฤตที่สุดก็คงไม่ผิด เพราะทีมประสบกับปัญหาต่าง ๆ รุมเร้าเข้ามาทั้งในและนอกสนาม สไตล์การเล่นลื่นไหลสวยงามที่ชินตาเริ่มหายไป ขาดผู้นำที่จะพึ่งพาได้ สปิริตของผู้เล่นหดหาย ทั้งยังลุกลามไปกระทบกระทั่งกับแฟนบอลอีก จนเกิดวิกฤตศรัทธาจากแฟนบอลที่หนุนหลังพวกเขา สภาพของขุนพลปืนใหญ่ในเวลานี้ แทบไม่ต่างอะไรกับทัพทหารที่โดนตีแตกพ่าย ตั้งไม่เป็นกระบวน

หลังจากบอร์ดบริหารไม่สามารถทนกับสภาพย่ำแย่ของสโมสรได้ จนมีคำสั่งปลดกุนซือ อูไน เอเมอรี่ พ้นจากตำแหน่งไป และมีการแต่งตั้งอดีตผู้เล่นระดับตำนานอของทีมอย่าง เฟดริค ลุงเบิร์ก ขึ้นมาเป็นกุนซือขัดตาทัพ แต่ผลงานก็ไม่มีอะไรดีขึ้น โดยลุงเบิร์กคุมทีมได้เพียงแค่ 5 นัด ชนะ 1 นัด เสมอและแพ้อย่างละ 2 นัด สุดท้ายหวยเลยมาออกที่อดีตผู้เล่นอีกคนอย่าง มิเกล อาร์เตต้า

หลังข่าวการแต่งตั้งอาร์เตต้าเข้ามาคุมทีม เกิดคำถามตามมาว่าเหตุใดทางบอร์ดบริหารถึงเลือกให้อดีตผู้เล่นรายนี้เข้ามาแก้ปัญหาที่กองเป็นภูเขาขนาดนี้ของทีม เพราะถึงแม้ว่าตอนเป็นผู้เล่น การเล่นที่อาร์เซน่อลเป็นสโมสรที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในอาชีพนักฟุตบอล เคยได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม และเป็นที่รักของแฟน ๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าในด้านประสบการณ์การคุมทีมนั้น แทบจะนับได้ว่า อาร์เตต้ามีประสบการณ์ในฐานะผู้จัดการทีมเป็นศูนย์เลยทีเดียว และยังมี    คาร์โล อันเชล็อตติอีกคนที่ว่างและประสบการณ์มากกว่าเขา ทำให้แฟน ๆ เกิดคำถามว่าเพราะค่าเหนื่อยที่ถูกกว่าของอาร์เตต้าหรือเปล่า ที่ทำให้บอร์ดจอมเขี้ยวเลือกอาร์เตต้า ที่มีประสบการณ์เป็นเพียงแค่ผู้ช่วยผู้จัดการทีมให้แก่ เป็ป กวาดิโอล่า ที่แมนซิตี้เท่านั้น

แต่ถ้ามองแบบไม่มีอคติกับบอร์ดบริหารอาร์เซน่อล และมองมาที่ตัวของ มิเกล อาร์เตต้า เขาเองก็มีดีอยู่ในตัวเองเช่นกัน เขาได้ผ่านการฝึกวิชาช่วงหนึ่งจากลามาเซีย และสมัยเป็นผู้เล่นเขาคือผู้เล่นในสไตล์มันสมอง และเป็นผู้นำของทีม คุ้นเคยกับแท็กติกของอาร์เซนอล ที่ถ่ายทอดโดยตรงจากการเล่นให้กับทีมในยุค อาร์แซน เวนเกอร์ เขามีความรู้ในด้านฟุตบอลสูง และตอนแขวนสตั๊ดใหม่ ทั้งเป็ปและโปเซ็ทติโน่ต่างต้องการเขาไปช่วยงานแปลว่าโค้ชเก่ง ๆ ทั้งสองคนมองเห็นในสิ่งที่อาร์เตต้ามี แต่เขาเลือกที่จะไปช่วย เป็ป ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเขานำสิ่งที่เขามีมาปรับใช้ช่วยงานเป็ปได้เป็นอย่างดี และอาร์แซน เวนเกอร์ ได้คอนเฟิร์มในตัวศิษย์เก่าคนนี้ว่า “อาร์เซน่อล โชคดีที่ได้อาร์เตต้า มาคุมทีมในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเขาเข้าใจในตัวสโมสร และมีจิตวิญญาณความเป็นอาร์เซน่อลอยู่ในตัว”

มีการเปิดเผยว่าในช่วงเวลาที่ทีมต้องแยกทางกับอาร์แซน เวนเกอร์นั้น มิเกล อาร์เตต้าคือผู้ที่นำเสนอแนวทางการทำทีมอาร์เซน่อลต่อได้ดีที่สุด เพียงแต่วันนั้นเขาไม่ได้งานเพียงเพราะคำว่า “ไร้ประสบการณ์” วันนี้ควรจะลืมคำนี้ไปก่อน แล้วเฝ้ามองดูอาร์เตต้า สะสมประสบการณ์ และรวบรวมเหล่าทหารปืนใหญ่แตกทัพเหล่านี้ กับมาเป็นปืนใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างอีกครั้ง และที่สำคัญประสบการณ์นัดแรกในอาชีพของเขา คือชัยชนะเหนือทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยที่เดียว นับว่าเป็นการเปิดตัวในฝันเลยก็ว่าได้ ที่เหลือคงต้องติดตามต่อไป

Categories
พรีเมียร์ลีกอังกฤษ

เบรนดัน ร็อดเจอร์ ผู้ปลุกความหวังครั้งใหม่ ในรังจิ้งจอกสยาม

เขาคือผู้สร้างฟุตบอลที่ลื่นไหลสวยงาม เขาคือผู้สร้างให้ทีมอย่างสวอนซี ได้รับฉายาว่า “สวอนซีโลน่า” เขาคือผู้ที่เกือบจะพาให้หงส์แดง ลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็แค่เกือบ และหลังจากความผิดหวังครั้งนั้น เขาหลบไปรักษาแผลใจและฝึกฝีมือเพิ่มเติม พร้อมทั้งกวาดแชมป์ที่สก็อตแลนด์กับเซลติก และวันนี้เขากลับสู่พรีเมียร์ ลีก อีกครั้งเพื่อพิสูจน์ฝีมือโดยการปลุกปั้น จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซีตี้ ให้กลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง

เบรนดัน ร็อดเจอร์ กุนซือวัน 46 ปี ชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาคือผู้ที่ต้องเจอกับฝันร้ายในอาชีพนักฟุตบอล เมื่อต้องประสบปัญหาบาดเจ็บอย่างหนักจนต้องเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่แทนที่จะทำให้เขาหมดหวังในวงการฟุตบอล แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเริ่มต้นอาชีพการเป็นโค้ชฟุตบอลตั้งแต่อายุน้อย ๆ โดยเริ่มต้นจากการที่เขาได้เข้าไปศึกษาฟุตบอลและระบบเยาวชนที่ลามาเซียของยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า ที่นี่เองที่ทำให้เขาหลงรักสไตล์การเล่นฟุตบอลแบบภาคพื้นดิน การเล่นกับพื้นที่ลื่นไหลในแบบสเปน ทำให้เขาใช้เป็นต้นแบบในการทำทีมของตนเรื่อยมา

เขาเริ่มงานด้วยการดูแลทีมชุดเยาวชนให้กับเชลซี ในยุคของมูรินโญ่ อยู่ 4 ปีก็ได้รับภารกิจอันหนักอึ้งเมื่อต้องย้ายไปช่วยทีมวัตฟอร์ดให้รอดพ้นการตกชั้น และเขาก็ทำสำเร็จซะด้วย จากทีมที่จมท้ายตารางในเดือนมกราคม เขาพาวัตฟอร์ดจบอันดับ 13 อย่างสวยงาม และได้ย้ายไปคุมทีมเก่าของเขาอย่างเรดดิ้งในฤดูกาลถัดมา แต่กับเรดดิ้งเขาทำทีมได้เพียง 6 เดือนก็ต้องแยกทางกับทีมด้วยผลงานที่ย่ำแย่ หลังจากออกจากเรดดิ้ง เขาก็สร้างผลงานสร้างชื่อให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างสวอนซีโลน่า ให้เล่นอย่างสวยงามและเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แถมสู้กับทีมบนลีกสูงสุดได้ดี จนจบฤดูกาลแถว ๆ กลางตาราง จนลิเวอร์พูลต้องรีบมาเซ็นสัญญาไปช่วยล่าแชมป์ที่แอนฟิลด์ แต่เขาก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อพลาดท่าใน 3 นัดสุดท้าย เมื่อปี 2013 จนต้องออกจากแอนฟิลด์ในอีกหนึ่งฤดูกาลให้หลัง เขาไปหลบเลียแผลใจ และสัมผัสกับการเป็นแชมป์ ที่เซลติกโดยกวาดถ้วยภายในประเทศ ได้แชมป์ลีก 2 ใบ และบอลถ้วยอีก 6 ใบ ก่อนมารับงานที่คิงส์ พาวเวอร์ สเตเดียม

ฤดูกาลนี้ถือเป็นการคุมทีมจิ้งจอกสยามอย่างเต็มตัวเป็นฤดูกาลแรก และผ่านมาถึงช่วงปีใหม่ 2020 แล้ว เขาพาเลสเตอร์ ฟอร์มติดลมบน อยู่หัวตาราง โดยตามหลังจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูลอยู่ห่างๆ ซึ่งก็ต้องถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว กับการตามหลังแค่ลิเวอร์พูล แต่อยู่เหนือกว่าทีมใหญ่ทีมอื่น ๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีการเล่นที่สวยงามเพลินตาท่านผู้ชมอีกด้วย แบบนี้แฟนจิ้งจอกสยามคงพอจะฝากความหวังไว้ได้ ตอนนี้สถานการณ์ในถิ่นคิงส์ พาวเวอร์ นั้นนับว่าพร้อมมาก ๆ ผู้เล่นพร้อมจะเล่นเพื่อทีม แฟน ๆ พร้อมจะหนุนหลังพวกเขา เจ้าของพร้อมที่จะผลักดันทีมไปข้างหน้า และร็อดเจอร์ ก็พร้อมที่จะสร้างทีมใหม่ของเขาอย่างเต็มตัว